โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นกลุ่มโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยบางโรคอาจไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ยังคงแพร่เชื้อได้ การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและป้องกันการส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่น หนึ่งในวิธีที่หลายคนสนใจคือ การตรวจปัสสาวะ เพราะสะดวก ไม่เจ็บตัว และใช้เวลาไม่นาน แต่หลายคนอาจสงสัยว่า วิธีนี้ตรวจหาโรคอะไรได้บ้าง และมีข้อจำกัดอย่างไร บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมที่สุด ตรวจปัสสาวะหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้จริงไหม? การตรวจปัสสาวะ (Urine test or Urinalysis) เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ในการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด ปัจจุบันห้องปฏิบัติการมักใช้เทคนิค NAAT หรือ PCR (Nucleic Acid Amplification Test / Polymerase Chain Reaction) เพื่อตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อในปัสสาวะ วิธีนี้สะดวก ไม่เจ็บตัว และได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่สะดวกตรวจด้วยการเก็บตัวอย่างจากอวัยวะเพศหรือการเจาะเลือด อย่างไรก็ตาม การตรวจปัสสาวะไม่ได้ตรวจเจอโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกชนิด แต่จะเหมาะกับบางโรคเท่านั้น เช่น หนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Chlamydia) ซึ่งมักตรวจเจอได้แม่นยำจากตัวอย่างปัสสาวะแรกในตอนเช้า ดังนั้น หากสงสัยว่าตัวเองอาจมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรทราบว่าการตรวจปัสสาวะเป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธี…
CD4 คือเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันโรคและการติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้ป่วย HIV ที่ค่า CD4 ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย หน้าที่ ค่า CD4 ปกติ ความเสี่ยงเมื่อต่ำ รวมถึงแนวทางตรวจและการดูแล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและสามารถใช้ข้อมูลนี้ประกอบการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง CD4 คืออะไร? CD4 คือโปรตีนบนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที-เฮลเปอร์ (T-helper cell) ทำหน้าที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายใช้เซลล์ CD4 เป็นตัวกระตุ้นและควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ค่า CD4 จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดระดับภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในการติดตามสุขภาพผู้ป่วย HIV ที่เชื้อไวรัสมีผลโดยตรงต่อการทำลายเซลล์ CD4 CD4 ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย? เซลล์ CD4 มีบทบาทหลักในการสั่งการระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายเจอเชื้อโรค เซลล์ CD4 จะปล่อยสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เช่น เซลล์บี (B cell) และเซลล์ที-ซัยโตท็อกซิก (Cytotoxic T cell) เข้ามาทำงานร่วมกัน หากจำนวน…
ปัจจุบัน การป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น หนึ่งในประเด็นที่หลายคนยังสับสน คือความแตกต่างระหว่าง PrEP, PEP และ Doxy-PEP เพราะชื่อเรียกใกล้เคียงกัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสามวิธีมี เป้าหมาย วิธีใช้ และกลุ่มที่เหมาะสมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความนี้จะช่วย “ถอดรหัส 3 PEPs” ด้วยการอธิบายอย่างเป็นระบบ พร้อมตารางเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณสามารถเลือกแนวทางการป้องกันที่ตรงกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างมั่นใจ ทำไมหลายคนยังสับสนระหว่าง PrEP, PEP และ Doxy-PEP? ชื่อของ PrEP, PEP และ Doxy-PEP คล้ายกันมาก จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นยาชนิดเดียวกัน ทั้งที่จริงแล้ว ทั้งสามวิธีมีเป้าหมายและการใช้งานต่างกันชัดเจน PrEP → ยาป้องกัน HIV กินทุกวัน เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง PEP → ยาต้าน HIV ฉุกเฉิน ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเหตุการณ์เสี่ยง Doxy-PEP…
ยา Acriptega เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีแบบสูตรผสมที่ได้รับการแนะนำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย จุดเด่นคือรับประทานเพียงวันละ 1 เม็ด แต่ช่วยควบคุมไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบ ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Acriptega ทั้งสรรพคุณ กลไกการออกฤทธิ์ วิธีใช้ ผลข้างเคียง รีวิวจากผู้ใช้จริง รวมถึงคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ยา Acriptega คืออะไร? ใช้รักษาอะไรได้บ้าง ยา Acriptega เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี (HIV) แบบสูตรผสมในเม็ดเดียว มีตัวยาสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ Dolutegravir, Lamivudine และ Tenofovir ซึ่งเป็นยาที่ได้รับการแนะนำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO, 2023) สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เริ่มต้นการรักษา ตัวยาใน Acriptega ทำงานร่วมกันเพื่อลดจำนวนไวรัสในร่างกาย ช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น และลดโอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี ยานี้ไม่ใช่ยารักษาให้หายขาด แต่เป็นยาที่ช่วยควบคุมเชื้อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ Acriptega มักถูกใช้เป็นยาหลัก (first-line regimen) ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากสะดวกในการรับประทานเพียงวันละ 1…
ในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศมากขึ้น การป้องกัน HIV ไม่ได้มีเพียงถุงยางอนามัยเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก นั่นคือ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) และเมื่อพูดถึงคำว่า On PrEP หมายถึงการที่บุคคลหนึ่งกำลังใช้ PrEP อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระดับยาในร่างกายเพียงพอในการป้องกันการติดเชื้อ การอยู่ On PrEP กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งในกลุ่มชายรักชาย ผู้หญิง คู่ต่างเพศ วัยรุ่น ไปจนถึงคู่รักต่างสถานะ On PrEP จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกินยา แต่เป็นการดูแลสุขภาพและสร้างความมั่นใจในทุกความสัมพันธ์ On PrEP คืออะไร? ทำไมหลายคนเลือกใช้ On PrEP หมายถึงการใช้ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระดับยาสะสมในร่างกายเพียงพอในการป้องกันเชื้อ HIV ก่อนที่จะเกิดการสัมผัสเชื้อจริง ยิ่งใช้สม่ำเสมอ ประสิทธิภาพยิ่งสูง โดยงานวิจัยและแนวทางสากล เช่น CDC และ WHO ระบุว่า หากใช้ถูกต้องสามารถลดความเสี่ยงจากเพศสัมพันธ์ได้มากกว่า 90–99% On PrEP…
การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นวิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพราะช่วยค้นหาความเสี่ยงและโรคที่อาจซ่อนอยู่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ในช่วงที่ยังไม่มีอาการ หลายโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ มักแสดงอาการเมื่อเข้าสู่ระยะที่รุนแรงแล้ว การตรวจเป็นประจำจึงช่วยให้แพทย์และผู้รับการตรวจสามารถวางแผนการดูแล ปรับพฤติกรรม หรือเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปี ตั้งแต่ความสำคัญ รายการตรวจที่ควรรู้ ความแตกต่างตามอายุและเพศ วิธีเตรียมตัว ไปจนถึงคำถามที่พบบ่อย เพื่อให้คุณใช้เป็นคู่มือดูแลสุขภาพอย่างมั่นใจ ตรวจสุขภาพประจำปีคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ? การตรวจสุขภาพประจำปี คือการประเมินสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ผ่านการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม เช่น ตรวจเลือด หรือเอกซเรย์ การตรวจไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อตรวจหาการเจ็บป่วยเฉพาะ แต่เพื่อค้นหาความเสี่ยงและความผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เหตุผลที่การตรวจสุขภาพเป็นประจำมีความสำคัญ เพราะโรคหลายชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือมะเร็งระยะต้น มักไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก หากตรวจพบได้เร็ว ย่อมช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และบางกรณีสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ งานวิจัยและแนวทางจากองค์การอนามัยโลก (WHO, 2023) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่าการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันควรทำอย่างต่อเนื่อง โดยปรับให้เหมาะกับอายุ เพศ และประวัติสุขภาพของแต่ละบุคคล…
แม้ซิฟิลิสจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนรู้จัก แต่ยังมีอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่มักถูกมองข้าม คือ “ซิฟิลิสในหัวใจและหลอดเลือด” ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในผู้ที่ติดเชื้อมานานโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น เชื้อแบคทีเรียจะค่อย ๆ ทำลายผนังหลอดเลือดใหญ่และวาล์วหัวใจ จนก่อให้เกิดอาการรุนแรง เช่น หลอดเลือดโป่งพอง ลิ้นหัวใจรั่ว หรือแม้กระทั่งหัวใจวายเฉียบพลัน บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของภาวะนี้ กลุ่มเสี่ยง สัญญาณเตือน วิธีวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถรับมือได้ทันท่วงทีก่อนเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิด ซิฟิลิสในหัวใจและหลอดเลือด คืออะไร? ซิฟิลิสในหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Syphilis) เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคซิฟิลิสระยะที่สาม ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อมาแล้วหลายปีโดยไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ครบถ้วน เชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum จะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ระบบหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอลง อาจนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดโป่งพอง (Aortic Aneurysm) หรือวาล์วหัวใจรั่ว (Aortic Regurgitation) ความรุนแรงของโรคสามารถนำไปสู่หัวใจวายเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าเคยติดเชื้อมาก่อน เนื่องจากเชื้อมักหลบซ่อนโดยไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก เชื้อซิฟิลิสทำลายหัวใจได้อย่างไร? เมื่อเชื้อ Treponema pallidum เข้าสู่กระแสเลือดในระยะลึกของการติดเชื้อ เชื้อนี้จะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่ โดยเฉพาะในบริเวณทรวงอก (Thoracic…
ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E, HEV) เป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อยในหลายประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบสุขาภิบาลไม่ดีพอ การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่บางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง อาจมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง รวมถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันไวรัสตับอักเสบอี จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้คุณสามารถดูแลตนเองและลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างถูกวิธี ไวรัสตับอักเสบอี คืออะไร? ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E Virus: HEV) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลัน การติดเชื้อมักเกิดจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน พบมากในประเทศที่มีสุขาภิบาลไม่ดี และสามารถก่อให้เกิดการระบาดในชุมชนได้ ไวรัสตับอักเสบอี ถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1980 ระหว่างการระบาดในประเทศอินเดียและเอเชียกลาง ต่อมามีการยืนยันว่าเป็นไวรัส RNA จัดอยู่ในตระกูล Hepeviridae ซึ่งแตกต่างจากไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น เช่น A, B, C และ D ความสำคัญทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอี มากกว่า 20 ล้านคนต่อปี โดยประมาณ…
เชื้อไวรัส HTLV (Human T-cell Lymphotropic Virus) เป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสที่พบไม่บ่อยนัก แต่มีความสำคัญทางการแพทย์ เพราะสามารถก่อให้เกิดโรคเรื้อรังที่รุนแรงได้ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Adult T-cell leukemia/lymphoma (ATL) หรือโรคระบบประสาท HAM/TSP แม้ในระยะเริ่มต้นผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ จึงทำให้การตรวจคัดกรองมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่ต้องการวางแผนด้านสุขภาพระยะยาว การตรวจหาเชื้อ HTLV มักทำควบคู่กับการตรวจหาเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) อื่นๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาหรือป้องกันได้อย่างครบวงจร ที่ เซฟคลินิก เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือมาตรฐานสากล และระบบรักษาความลับที่เข้มงวด เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับทั้งความถูกต้อง รวดเร็ว และความมั่นใจสูงสุด เชื้อไวรัส HTLV คืออะไร เชื้อไวรัส HTLV หรือ Human T-cell Leukemia Virus เป็นไวรัสในตระกูล Retrovirus ซึ่งมีความสามารถในการแทรกสารพันธุกรรมของตนเองเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-lymphocyte ของมนุษย์ ปัจจุบันมีการจำแนก HTLV ออกเป็นหลายชนิด โดยที่พบมากที่สุดและเกี่ยวข้องกับโรคในคนคือ…
ในยุคที่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้รับความสำคัญมากขึ้น การเข้าใจ “ค่า Viral Load” ถือเป็นหนึ่งในความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้เรารู้เท่าทันโรคติดเชื้อไวรัสและวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงานผลตรวจเลือด แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่บอกได้ว่าร่างกายของเรากำลังควบคุมไวรัสได้ดีเพียงใด และมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนมากน้อยแค่ไหน บทความนี้จะอธิบายความหมายของค่า Viral Load วิธีตรวจ การตีความ และความสำคัญต่อโรคไวรัสต่างๆ โดยอ้างอิงจากข้อมูลและแนวทางล่าสุดจากหน่วยงานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ค่า Viral Load คืออะไร? ค่า Viral Load คือปริมาณไวรัสที่ตรวจพบในตัวอย่างเลือดหรือของเหลวในร่างกาย ซึ่งมักรายงานเป็น “จำนวนสำเนาของสารพันธุกรรมไวรัสต่อมิลลิลิตร” (copies/mL) การตรวจค่านี้ใช้เพื่อประเมินว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายมากน้อยเพียงใด และเชื้อกำลังเพิ่มจำนวนเร็วหรือช้าขนาดไหน หน่วยวัดและรูปแบบการรายงานผล ผลตรวจ Viral Load มักรายงานเป็นตัวเลข เช่น 50 copies/mL, 100,000 copies/mL หรืออาจใช้รูปแบบ Log scale (เช่น 4 log10 copies/mL) เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณไวรัสเมื่อเวลาผ่านไป ความหมายในเชิงการแพทย์ ค่า Viral Load ไม่ได้บอกว่าเชื้อไวรัสชนิดใด แต่เป็นการวัด “ปริมาณ” ของเชื้อนั้นๆ…