ในยุคที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง “PrEP” หรือ “ยาเพร็พ” ได้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ HIV สำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์หรือพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้อย่างสม่ำเสมอ
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับยา PrEP ตั้งแต่หลักการทำงาน วิธีใช้ ประเภทของยา ไปจนถึงประสิทธิภาพ ราคา สิทธิการเข้าถึง และข้อควรรู้ต่าง ๆ ที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มใช้ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจภายใต้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน
ยา PrEP หรือ ยาเพร็พ ย่อมาจากคำว่า Pre-Exposure Prophylaxis คือ ยาต้านไวรัส HIV ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ใน ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ แต่มีพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกัน หรือการใช้สารเสพติดชนิดฉีดร่วมกัน
จุดประสงค์ของยา PrEP คือเพื่อ ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ก่อนที่จะเกิดการสัมผัสเชื้อ โดย PrEP ไม่ใช่วัคซีน แต่เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ HIV ไม่ให้เพิ่มจำนวนหรือเกาะเซลล์เม็ดเลือดขาวหากเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
เนื่องจาก PrEP เป็นยาต้านไวรัสที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะในผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV การเริ่มใช้ยานี้ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพและตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย และสามารถใช้ PrEP ได้อย่างปลอดภัย
ยา PrEP ทำงานโดย ยับยั้งกระบวนการเพิ่มจำนวนของเชื้อ HIV ในร่างกาย หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ยาจะช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะสามารถเกาะและแพร่กระจายเข้าสู่ เซลล์ CD4 ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน
การที่ PrEP ออกฤทธิ์ก่อนเชื้อ HIV จะเข้าสู่เซลล์เป้าหมายได้ ถือเป็นการ ป้องกันเชิงรุก ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและได้รับยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
ประสิทธิภาพของ PrEP จะขึ้นอยู่กับ ความสม่ำเสมอในการรับประทานยา หากหยุดใช้หรือรับประทานไม่ต่อเนื่อง ระดับยาในกระแสเลือดอาจไม่เพียงพอในการป้องกันเชื้อ HIV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าการใช้ถุงยางอนามัยจะยังคงเป็นวิธีป้องกันที่สำคัญ การใช้ยา PrEP เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสม่ำเสมอ หรือมีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ยา PrEP ช่วยเพิ่มการป้องกันในระดับบุคคล และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระดับสังคม
จากรายงานในปี พ.ศ. 2561 พบว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV ที่ยังมีชีวิตอยู่จำนวนกว่า 77,000 ราย และยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี การมีทางเลือกในการป้องกันเช่น PrEP จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาด
ยา PrEP เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV แต่มีไลฟ์สไตล์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น:
ผู้ที่มีพฤติกรรมข้างต้นควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ และปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเริ่มใช้ยา PrEP
จากการศึกษาทางคลินิกหลายฉบับพบว่า การใช้ยา PrEP อย่าง ถูกต้องและสม่ำเสมอ สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีนัยสำคัญ:
โดยเฉพาะในกลุ่มที่รับประทานยา PrEP ต่อเนื่องทุกวัน ไปอย่างน้อย 7 วันก่อนการมีความเสี่ยง จะมีระดับยาในร่างกายที่เพียงพอสำหรับการป้องกัน
แม้ PrEP จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ยัง ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ถึง 100% และไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองในแท้ หรือเริม ดังนั้นจึงยังแนะนำให้ใช้ ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเสมอ
ยา PrEP มีให้เลือก 2 ประเภทหลัก เพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมความเสี่ยงของผู้ใช้งานแต่ละคน ได้แก่ ยาเม็ดแบบรับประทาน และ ยาฉีดแบบระยะยาว
แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบการใช้งาน ได้แก่
ข้อดี:
ข้อควรระวัง:
ข้อดี:
ข้อห้าม:
ข้อดี:
ข้อควรระวัง:
ก่อนจะเริ่มใช้ยา PrEP ผู้ใช้จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ ซึ่งจะประกอบด้วย:
แพทย์จะประเมินความเหมาะสมในการใช้ PrEP และวางแผนการรักษาให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้
สำหรับการใช้แบบ Daily PrEP ผู้ใช้ควร:
สำหรับผู้ที่ใช้แบบ On-Demand PrEP ต้องปฏิบัติตามสูตร 2+1+1 อย่างเคร่งครัด และวางแผนล่วงหน้าก่อนการมีเพศสัมพันธ์
ผู้ใช้ PrEP ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพกับแพทย์ ทุก 3 เดือน เพื่อติดตาม:
การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถใช้ยา PrEP ได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง
การใช้ยา PrEP ไม่สามารถซื้อใช้เองได้ ต้องผ่านการประเมินและจ่ายยาโดยแพทย์ เพราะ PrEP เหมาะสำหรับผู้ที่ มีผลตรวจ HIV เป็นลบเท่านั้น
ก่อนแพทย์จะสั่งจ่าย PrEP จำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพ ดังนี้:
โดยทั่วไป PrEP ถือเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง หากใช้ตามคำแนะนำของแพทย์และตรวจติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการเริ่มยา ผู้ใช้บางรายอาจพบอาการไม่พึงประสงค์เล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน
อาการเหล่านี้มักเกิดใน ช่วงสัปดาห์แรกของการเริ่มยา และจะดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้
แม้จะพบได้น้อย แต่หากมีอาการต่อไปนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์:
แพทย์จะติดตามผลการทำงานของ ไตและตับ อย่างต่อเนื่องในระหว่างการใช้ PrEP หากพบว่าค่าการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ผิดปกติ อาจมีการปรับแนวทางการรักษาหรือหยุดใช้ยา
หากใช้ยา PrEP แบบ Daily PrEP (รับประทานทุกวัน) แนะนำให้เริ่มรับประทาน ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนที่จะมีความเสี่ยง เพื่อให้ระดับยาในกระแสเลือดสูงพอสำหรับการป้องกันเชื้อ HIV อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่ใช้แบบ On-Demand PrEP สามารถเริ่มรับประทานก่อนความเสี่ยงตามสูตร 2+1+1 ได้โดยไม่ต้องสะสมยา 7 วันล่วงหน้า
ไม่จำเป็นต้องใช้ยา PrEP ตลอดชีวิต ผู้ใช้สามารถ หยุดยาได้หากไม่มีความเสี่ยง เช่น อยู่ในความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย หรือหยุดพฤติกรรมเสี่ยงไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหยุดยา ควร:
สามารถ กลับมาเริ่มใช้ PrEP ใหม่ได้ทุกเมื่อ หากกลับเข้าสู่สถานการณ์ที่มีความเสี่ยง โดยต้อง:
หากขาดยา นานเกิน 7 วัน แนะนำให้:
| รายการ | ราคาโดยประมาณ (บาท) |
|---|---|
| PrEP แบบเม็ด (30 เม็ด) | 1,000 – 3,400 บาท |
| ค่าตรวจเลือดก่อนรับยา (PrEP Lab Test) | 2,000 บาท |
ราคานี้ไม่รวมค่าพบแพทย์ หรือค่าตรวจอื่น ๆ ที่อาจจำเป็น เช่น การตรวจตับ ไต หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
ผู้ที่สนใจใช้ PrEP ควรสอบถามราคาจริงจากสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนและเหมาะสม
แม้ยา PrEP จะมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ HIV หากใช้ถูกต้องและสม่ำเสมอ แต่ก็ยัง ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ 100% และไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ชนิดอื่นได้เลย เช่น:
ถุงยางอนามัยยังคงเป็น แนวป้องกันแรก ที่สามารถป้องกันได้ทั้งเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่วมด้วย การใช้ถุงยางพร้อมกับ PrEP จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
หากมีเพศสัมพันธ์กับคู่ที่ไม่ทราบสถานะ HIV หรือไม่ใช่คู่ประจำ แนะนำให้:
ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV และต้องการวางแผนตั้งครรภ์สามารถใช้ยา PrEP ได้อย่างปลอดภัย ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีที่คู่นอนมีเชื้อ HIV หรือมีความเสี่ยงทางพฤติกรรมที่ชัดเจน
จากข้อมูลทางการแพทย์ ยา PrEP (โดยเฉพาะสูตรที่ใช้ Tenofovir/Emtricitabine) มีข้อมูลสนับสนุนว่าสามารถใช้ระหว่างการตั้งครรภ์ได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
แม้จะสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ควร:
PrEP เป็น ยา ไม่ใช่วัคซีน โดยมีหน้าที่หลักในการ ป้องกันไม่ให้เชื้อ HIV เกาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกาย หากเกิดการสัมผัสเชื้อ ไม่ได้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างภูมิต้านทานเหมือนวัคซีน
| ประเด็น | PrEP | วัคซีน |
| ประเภท | ยาต้านไวรัส | สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน |
| วิธีออกฤทธิ์ | ป้องกันเชื้อไม่ให้เพิ่มจำนวนในร่างกาย | กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน |
| ต้องกิน/ฉีดซ้ำ | ต้องใช้เป็นประจำ | ส่วนมากให้เพียงครั้งเดียวหรือปีละครั้ง |
การใช้ PrEP ให้ได้ผล ต้องใช้ ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนช่วงที่มีความเสี่ยง และหากจะหยุดยา ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PrEPA: หากใช้แบบ Daily PrEP ต้องรับประทานยาอย่างน้อย 7 วัน ก่อนมีความเสี่ยง ถึงจะมีระดับยาที่เพียงพอในการป้องกันเชื้อ HIV
A: ควรตรวจ ทุก 3 เดือน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของยา และตรวจหาเชื้อซ้ำอย่างสม่ำเสมอ
A: ได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใหม่ทุกครั้ง และกลับไปตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้อ HIV ก่อนเริ่มใช้ PrEP อีกครั้ง
A: สามารถดื่มได้ในปริมาณปกติ PrEP ไม่เกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์โดยตรง แต่ไม่ควรลืมกินยาแม้ในวันที่ดื่ม
A: ได้ PrEP ใช้ได้ทั้งชายและหญิง รวมถึงผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ ภายใต้การดูแลของแพทย์
“ตอนแรกกลัวเรื่องผลข้างเคียงมาก แต่หมอก็อธิบายละเอียดว่ามีแค่คลื่นไส้เล็กน้อยช่วงแรกจริง ๆ พอผ่านสัปดาห์แรกไปก็ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้กิน PrEP ทุกวันพร้อมวิตามิน แล้วรู้สึกอุ่นใจเวลาเจอคู่นอนใหม่ แม้จะยังใช้ถุงยางอยู่เสมอ”
“ผมใช้ Daily PrEP แต่ช่วงแรกลืมกินบ่อยมาก เพราะไม่ได้ตั้งเวลา พอลองใช้วิธีตั้งปลุกในมือถือทุกคืน ตอนนี้ไม่ลืมแล้ว แนะนำว่าใครที่กลัวลืม ควรหาวิธีที่ช่วยเตือนตัวเอง”
“ผมไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ เลยเลือกใช้แบบ 2+1+1 รู้สึกว่าควบคุมง่าย ไม่ต้องกินทุกวัน แต่ต้องวางแผนล่วงหน้าดี ๆ”
แม้ในบางเว็บไซต์จะมีการจำหน่าย PrEP แบบออนไลน์ แต่การใช้ยา PrEP ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะ:
การซื้อใช้เองโดยไม่ได้ตรวจสุขภาพ อาจ ทำให้ติดเชื้อ HIV โดยไม่รู้ตัว หรือได้รับยาที่ไม่ได้มาตรฐาน
หากต้องการใช้ PrEP อย่างปลอดภัย:
ในประเทศไทย มีโครงการของภาครัฐที่สนับสนุนการเข้าถึงยา PrEP ฟรี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น:
| ประเภทสิทธิ | เงื่อนไขการใช้สิทธิ |
|---|---|
| สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) | บางโรงพยาบาลรัฐ/คลินิกที่เข้าร่วมโครงการ |
| ประกันสังคม | ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลเครือข่ายของผู้ประกันตน |
| คลินิกเฉพาะทาง | มีโครงการสนับสนุนเฉพาะกลุ่มฟรีหรือร่วมจ่ายบางส่วน |
ในประเทศไทย ปัจจุบันมีการใช้ยา PrEP จากทั้ง แบรนด์ต้นแบบ (Original Brand) และ ยาชื่อสามัญ (Generic) โดยทั้งหมดผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ตัวอย่างยี่ห้อที่พบได้ทั่วไป:
| ยี่ห้อ | ประเภท | สารสำคัญในยา | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| Truvada | ต้นแบบ (Original) | Tenofovir + Emtricitabine | ราคาสูงกว่า แต่มีข้อมูลวิจัยยาวนาน |
| Ricovir EM | ชื่อสามัญ (Generic) | Tenofovir + Emtricitabine | ราคาย่อมเยา ใช้กันอย่างแพร่หลายในเอเชีย |
| Tenof EM | ชื่อสามัญ (Generic) | Tenofovir + Emtricitabine | ราคาใกล้เคียงกับ Ricovir-EM |
| Teno EM | ชื่อสามัญ (Generic) | Tenofovir + Emtricitabine | เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของยาชื่อสามัญ |
ยา PrEP เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและผ่านการรับรองทางการแพทย์แล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อใช้ควบคู่กับการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอและพฤติกรรมทางเพศที่มีความรับผิดชอบ
แม้ PrEP จะไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิดได้ แต่ก็เป็นทางเลือกที่เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสุขภาพตนเองและสังคมโดยรวม
แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย: นพ. ชัยวัฒน์ ทรงศิริพันธุ์
ความเชี่ยวชาญ: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
บทความอัปเดตล่าสุด: 23 เมษายน 2569