โรคไวรัสตับอักเสบเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตับเรื้อรังและมะเร็งตับในคนไทย โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบเอและบี ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่ายจากอาหารปนเปื้อน เลือด หรือของเหลวในร่างกาย การป้องกันด้วยวัคซีนจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุดในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A–B ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสทั้งสองชนิด ป้องกันการเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาว ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้วัคซีนนี้เป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่ยังไม่เคยฉีดมาก่อน
สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบได้ที่ Safe Clinic โดยแพทย์เฉพาะทางดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินสุขภาพก่อนฉีด ไปจนถึงการติดตามผลหลังฉีด เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของการสร้างภูมิคุ้มกัน
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A–B คือวัคซีนที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบสองชนิดสำคัญ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) และไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง
เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดสามารถติดต่อผ่านอาหารปนเปื้อน เลือด หรือของเหลวในร่างกาย และอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือตับวายในระยะยาว การฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเกิดการติดเชื้อจริง
ปัจจุบันวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A–B เป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเลือด หรือผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่พบการติดเชื้อบ่อย
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) และไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) แม้จะมีชื่อคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างทั้งด้านการติดต่อ ความรุนแรงของโรค และวิธีป้องกัน
ไวรัสตับอักเสบเอ มักติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดอาการเฉียบพลัน เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ และมักหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์โดยไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง
ส่วนไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อผ่านเลือด น้ำอสุจิ หรือของเหลวในร่างกาย เช่น การใช้เข็มร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคนี้มีความรุนแรงมากกว่า เพราะสามารถพัฒนาเป็นภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในระยะยาว
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A และ B ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทั้งสองชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการฉีดครบตามตารางที่แพทย์แนะนำ
เชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถติดต่อได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ โดยไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) มักแพร่ผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เช่น อาหารทะเลดิบ น้ำแข็ง หรืออาหารที่ไม่ได้ผ่านความร้อนเพียงพอ
ขณะที่ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ติดต่อผ่านเลือดและของเหลวในร่างกาย เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสักหรือเจาะร่างกายในร้านที่ไม่สะอาด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด
การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารปรุงสุก และการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A–B เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเหมาะสำหรับทุกคน แต่บางกลุ่มถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าปกติและควรได้รับวัคซีนโดยเฉพาะ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเลือด ห้องปฏิบัติการ หรือของมีคมที่อาจปนเปื้อนเชื้อ
กลุ่มที่เดินทางไปประเทศที่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ A หรือ B บ่อย รวมถึงผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ก็เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ
เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่ทราบภูมิคุ้มกันของตนเอง
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A และ B ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสองชนิดนี้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของตับและสุขภาพระยะยาวของร่างกาย
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ช่วยป้องกันโรคตับอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการรับเชื้อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ป้องกันอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง และภาวะตับวายเฉียบพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางราย
ส่วนวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการติดเชื้อที่เกิดจากการสัมผัสเลือดหรือของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ วัคซีนชนิดนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับในระยะยาว
วัคซีนไวรัสตับอักเสบแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine), วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine) และวัคซีนรวมป้องกันทั้งสองชนิด (Combined A–B vaccine)
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ผลิตจากเชื้อไวรัสที่ถูกทำให้หมดฤทธิ์แล้ว (Inactivated vaccine) ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยไม่ทำให้เกิดโรค ส่วนวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ผลิตจากสารโปรตีนผิวของไวรัส (Recombinant DNA) ซึ่งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง
สำหรับวัคซีนรวมชนิด A–B เป็นการผสานวัคซีนทั้งสองชนิดไว้ในเข็มเดียว เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดมาก่อนหรือผู้ที่ต้องการความสะดวกในการรับวัคซีนครบในระยะเวลาสั้นขึ้น โดยให้ครบ 3 เข็มตามตารางที่แพทย์แนะนำ
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบสามารถเริ่มได้ตั้งแต่เด็กเล็ก โดยวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานที่ทารกจะได้รับตั้งแต่แรกเกิด ภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด จากนั้นจะได้รับเข็มที่สองและสามตามช่วงอายุที่แพทย์กำหนด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง
ส่วนวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาด บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง
ในผู้ใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนหรือไม่ สามารถตรวจระดับภูมิคุ้มกันก่อนฉีดได้ เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนที่ใช้ โดยทั่วไป วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) จะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6–12 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างยั่งยืน
ส่วนวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) จะฉีด 3 เข็ม ตามตาราง 0–1–6 เดือน (เข็มแรก, 1 เดือนถัดมา, และ 6 เดือนหลังเข็มแรก) เพื่อให้ภูมิคุ้มกันขึ้นครบถ้วนและคงอยู่ระยะยาว
สำหรับวัคซีนรวมชนิด A–B สามารถฉีดได้ตามตารางเดียวกันคือ 0–1–6 เดือนเช่นกัน ในบางกรณีอาจใช้สูตรเร่งด่วน (0–1–2 เดือน) สำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันอย่างรวดเร็ว แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
วัคซีนไวรัสตับอักเสบถือว่ามีความปลอดภัยสูง และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุข ผลข้างเคียงที่พบได้ส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยและหายได้เองภายใน 1–2 วัน เช่น ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด
บางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยตามตัว หรือรู้สึกอ่อนเพลียหลังฉีด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ถือว่าเป็นอาการอันตราย
อาการแพ้วัคซีนรุนแรงพบได้น้อยมาก แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมาก หายใจติดขัด หรือมีผื่นขึ้นทั่วตัว ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อประเมินอาการและให้การดูแลอย่างเหมาะสม
หลังฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ ควรพักสังเกตอาการที่สถานพยาบาลประมาณ 15–30 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอาการแพ้รุนแรง เช่น หน้ามืด หรือหายใจลำบาก จากนั้นสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
ใน 24 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้บริเวณที่ฉีดปวดมากขึ้นได้ ควรดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีไข้ต่ำหรือปวดแขน สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดอาการได้
หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมแดงมาก มีไข้สูง หรือผื่นขึ้นทั่วตัว ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินอาการและดูแลอย่างเหมาะสม
แม้วัคซีนไวรัสตับอักเสบจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการฉีดออกไปชั่วคราว เช่น ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง เช่น โปรตีนจากยีสต์ หรือสารอนุรักษ์บางชนิดที่ใช้ในวัคซีน
ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน มีไข้สูง หรืออยู่ระหว่างพักฟื้นจากโรค ควรรอให้ร่างกายแข็งแรงก่อนจึงค่อยรับวัคซีน เพื่อให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยเป็นรายบุคคล
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบควรทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ดูแลตลอดกระบวนการ เพื่อความปลอดภัยและการเก็บรักษาวัคซีนที่ถูกต้องตามอุณหภูมิที่กำหนด
ก่อนฉีดวัคซีน ควรแจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา หรือเคยแพ้วัคซีนมาก่อน รวมถึงหลีกเลี่ยงการอดอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพพร้อมรับวัคซีน
สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบได้ที่ Safe Clinic ซึ่งให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทาง มีระบบนัดหมายล่วงหน้า และดูแลตลอดกระบวนการอย่างใกล้ชิด
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A–B เป็นวิธีการป้องกันโรคตับที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้อย่างมีนัยสำคัญ
วัคซีนจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อไวรัสชนิดนั้น ๆ หากได้รับครบตามตารางที่แพทย์แนะนำ ภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ได้นานหลายปี บางรายอาจคงอยู่ตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล
แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคตับจากสาเหตุอื่น เช่น แอลกอฮอล์ หรือภาวะไขมันพอกตับ แต่ก็เป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคร้ายแรงจากไวรัสตับอักเสบได้อย่างชัดเจน
ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอสามารถอยู่ได้นานประมาณ 15–20 ปี หรืออาจยาวนานกว่านั้น ส่วนวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีให้ภูมิคุ้มกันได้อย่างน้อย 20 ปีขึ้นไป และบางรายอาจมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต
หากเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันถาวร ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำ แต่สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรตรวจเลือดประเมินระดับภูมิคุ้มกันก่อนตัดสินใจรับวัคซีนเพิ่มเติม
สามารถฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอและบีได้พร้อมกัน โดยใช้วัคซีนรวมชนิด A–B ที่ผลิตเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองชนิดในเข็มเดียว แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อกำหนดตารางการฉีดที่เหมาะสม
เด็กเล็กควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิด ส่วนวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอแนะนำในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป สำหรับผู้สูงอายุ หากยังไม่เคยฉีดวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนฉีด
โดยทั่วไป แนะนำให้เลื่อนการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ–บีออกไปหลังคลอด เว้นแต่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ต้องเดินทางไปพื้นที่ระบาด ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงเป็นรายบุคคล
หากต้องการนัดหมายเข้ารับบริการหรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติม
สามารถจองคิวผ่านเว็บไซต์ หรือ Inbox ทางช่องทาง Social Media ต่างๆ ได้ด้านล่างนี้

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย: นพ. ชัยวัฒน์ ทรงศิริพันธุ์
ความเชี่ยวชาญ: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
บทความอัปเดตล่าสุด: 16 เมษายน 2569