ซิฟิลิสขึ้นสมอง (Neurosyphilis) เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคซิฟิลิสที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ถึงแม้ว่าซิฟิลิสจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาได้ แต่หากปล่อยให้ติดเชื้อเรื้อรังหรือรักษาไม่ครบ เชื้อ Treponema pallidum อาจแพร่เข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดความผิดปกติที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสมองและร่างกาย อาการของซิฟิลิสขึ้นสมองมีความหลากหลาย ตั้งแต่ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ซึมเศร้า ความจำเสื่อม ไปจนถึงอัมพาตหรือสูญเสียการมองเห็นได้ในบางราย การตรวจคัดกรองและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเหล่านี้ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ซิฟิลิสขึ้นสมอง ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย การรักษา รวมถึงวิธีป้องกัน เพื่อให้คุณสามารถดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างมั่นใจ ซิฟิลิสขึ้นสมอง (Neurosyphilis) คืออะไร? ซิฟิลิสขึ้นสมอง หรือ Neurosyphilis เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อ Treponema pallidum เชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของโรคซิฟิลิส โดยเมื่อการติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เชื้อสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ สมอง และ ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดความผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจ Neurosyphilis สามารถเกิดได้ในทุกระยะของโรคซิฟิลิส โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ ไม่ได้รับการรักษา หรือ มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ภาวะนี้มีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบระยะยาวหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การแพร่กระจายของเชื้อไปยังระบบประสาท หลังการติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อ Treponema…
เมื่อได้รับผลตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์ แล้วพบชื่อเชื้อ โรคไมโคพลาสมา เจนิทาลิเลียม หรือ ยูเรียพลาสมา อยู่ในรายงาน หลายคนอาจรู้สึกสับสน และไม่แน่ใจว่าทั้งสองเชื้อนี้แตกต่างกันอย่างไร ต้องรีบรักษาหรือไม่ และมีผลต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือชื่อของเชื้อทั้งสองมีความคล้ายกัน และมักถูกพูดถึงพร้อมกันในการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) แต่ในความเป็นจริง ไมโคพลาสมา เจนิทาลิเลียม และ ยูเรียพลาสมา เป็นเชื้อที่มีลักษณะต่างกัน ทั้งด้านความรุนแรง ผลกระทบต่อสุขภาพ และแนวทางการดูแลรักษา บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบความแตกต่างของเชื้อทั้งสองชนิดอย่างเข้าใจง่าย พร้อมตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อ การประเมินความเสี่ยง และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจรักษา เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างถูกต้องและมั่นใจยิ่งขึ้น โรคไมโคพลาสมา กับยูเรียพลาสมา ทำไมคนสับสน? ผู้ที่ตรวจพบเชื้อ ไมโคพลาสมา เจนิทาลิเลียม หรือ ยูเรียพลาสมา มักเกิดคำถามว่าทั้งสองเชื้อเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ต้องรักษาเหมือนกันหรือเปล่า หรือมีอันตรายแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นความสับสนที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือผู้ที่เข้ารับการตรวจภาวะมีบุตรยาก สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คือชื่อของเชื้อทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน และจัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียชนิดไม่มีผนังเซลล์เช่นเดียวกัน อีกทั้งผลการตรวจบางชุดอาจรายงานชื่อเชื้อเหล่านี้ในหมวดเดียวกัน ทำให้ผู้รับผลตรวจเข้าใจว่าเป็นโรคชนิดเดียวกัน นอกจากนี้ ยูเรียพลาสมา ยังเป็นเชื้อที่สามารถพบได้ตามปกติในร่างกายของคนที่มีสุขภาพดี โดยไม่ก่อโรคเสมอไป แตกต่างจาก ไมโคพลาสมา เจนิทาลิเลียม ซึ่งหากตรวจพบถือว่าเป็นเชื้อก่อโรคที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ด้วยความซับซ้อนเหล่านี้…
เมื่อพูดถึงเชื้อ Ureaplasma ที่ไม่ระบุสายพันธ์ หลายคนอาจคุ้นเคยในฐานะเชื้อที่ตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพทางนรีเวชหรือระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ทราบหรือไม่ว่า Ureaplasma ที่พบในมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ Ureaplasma parvum และ Ureaplasma urealyticum ซึ่งแม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความชุก ความสามารถในการก่อโรค และผลกระทบต่อสุขภาพ บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่างเชื้อทั้งสองชนิดอย่างละเอียด โดยใช้ข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุด เพื่อตอบคำถามสำคัญที่หลายคนกังวล ไม่ว่าคุณจะตรวจพบเชื้อโดยบังเอิญ ไม่มีอาการ กำลังวางแผนมีบุตร หรือรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจร่วมกับแพทย์ได้อย่างมั่นใจ Ureaplasma parvum และ urealyticum คืออะไรและต่างกันอย่างไร? Ureaplasma parvum และ Ureaplasma urealyticum เป็นแบคทีเรียขนาดเล็กที่ไม่มีผนังเซลล์ (cell wall-less bacteria) จัดอยู่ในจีนัส Ureaplasma และวงศ์ Mycoplasmataceae ทั้งสองชนิดเป็นสปีชีส์ที่พบในมนุษย์โดยเฉพาะ ถึงแม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญในเชิงชีววิทยาและพันธุกรรม ที่มาของชื่อ: ในอดีต Ureaplasma ถูกแบ่งตามซีโรวาร์ (serovar) Ureaplasma parvum:…
แบคทีเรียล วาไจโนซิส (Bacterial Vaginosis – BV) คือภาวะที่ผู้หญิงจำนวนมากอาจกำลังเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะอาการมักไม่รุนแรงหรือคล้ายตกขาวทั่วไป แต่หากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า BV คืออะไร สาเหตุเกิดจากอะไร อาการสังเกตได้อย่างไร และมีความเสี่ยงหรืออันตรายมากน้อยแค่ไหน โดยอธิบายจากแนวทางเวชปฏิบัติจริง เพื่อให้คุณรู้ทันและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง แบคทีเรียล วาไจโนซิส คืออะไร? แบคทีเรียล วาไจโนซิส (Bacterial Vaginosis: BV) คือภาวะที่เกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียภายในช่องคลอด โดยปกติช่องคลอดจะมีแบคทีเรียที่ดี (เช่น แลคโตบาซิลลัส) คอยรักษาสภาพกรด-ด่าง (pH) ให้เหมาะสมและป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อที่ก่อโรค แต่ในกรณีที่จุลินทรีย์กลุ่มนี้ลดลงและเชื้อแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นมากเกินไป จะทำให้เกิดภาวะ BV ขึ้น แม้ว่า BV จะไม่จัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) โดยตรง แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด BV ได้ ภาวะนี้สามารถพบได้ในผู้หญิงทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงวัยเจริญพันธุ์ และมักเกิดซ้ำได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี สาเหตุของ BV เกิดจากอะไร? แบคทีเรียล…
โรคยูเรียพลาสมา เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า 7 ใน 10 คนที่มีเชื้อนี้อาจไม่รู้ตัวว่าติดเชื้ออยู่ เพราะเป็นเชื้อที่ ไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก หรือไม่มีอาการเลยในบางราย อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้เชื้อสะสม หรือเกิดการติดเชื้อเรื้อรัง → อาจนำไปสู่ อาการผิดปกติทางระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ หรือแม้กระทั่ง ภาวะมีบุตรยาก ในทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้ Ureaplasma สามารถ แพร่เชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ หรือในบางกรณี ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะคลอด ได้เช่นกัน การรู้จัก วิธีตรวจ การรักษา และการป้องกันที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยง และดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จัก Ureaplasma แบบครบทุกมุมมอง ตั้งแต่ การติดเชื้อเกิดขึ้นได้อย่างไร อาการเป็นแบบไหน มีผลต่อภาวะมีบุตรยากจริงหรือไม่ ต้องตรวจหรือไม่ รักษาอย่างไร และจะดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อซ้ำ โรคยูเรียพลาสมา คืออะไร? Ureaplasma เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่พบได้ในระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ของมนุษย์ โดยเป็นเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่ม Mycoplasma ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ไม่มีผนังเซลล์ (cell wall) จึงทำให้แตกต่างจากแบคทีเรียทั่วไป และมีความทนทานต่อยาปฏิชีวนะบางชนิด ตามปกติแล้ว…
โรคไมโคพลาสมา เจนิทาเลี่ยม (Mycoplasma Genitalium หรือ MG) อาจยังไม่เป็นชื่อที่คุ้นหูนักในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการพบเชื้อนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเพศชายและหญิง โดยเฉพาะในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และที่น่ากังวลคือ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใด ๆ เลย ทำให้ตรวจพบได้ยาก และเสี่ยงแพร่เชื้อต่อโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาคุณรู้จักกับ MG อย่างครบถ้วน ทั้งวิธีติดต่อ อาการ การตรวจ การรักษา และวิธีป้องกัน พร้อมอัปเดตข้อมูลล่าสุดที่คุณควรรู้ เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น โรคไมโคพลาสมา เจนิทาเลี่ยม คืออะไร? โรคไมโคพลาสมา เจนิทาเลี่ยม (Mycoplasma Genitalium) คือหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย โดยมีลักษณะพิเศษคือเชื้อนี้มีขนาดเล็กมากและไม่มีผนังเซลล์ จึงทนต่อยาปฏิชีวนะบางชนิด และอาจทำให้การรักษายากขึ้นหากไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก เชื้อนี้สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือการสัมผัสเยื่อเมือกบริเวณอวัยวะเพศโดยตรง และอาจทำให้เกิดการอักเสบในระบบสืบพันธุ์ เช่น ท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก รวมถึงท่อนำไข่และลูกอัณฑะ จุดที่ทำให้โรคนี้มีความซับซ้อน คือผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ไม่มีอาการใด ๆ จึงมักไม่รู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย และยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้โรคนี้เริ่มถูกจับตามองมากขึ้นในวงการแพทย์ทั่วโลก อาการของโรคไมโคพลาสมา…
เมื่อพูดถึงการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) หลายคนอาจนึกถึงการตรวจเลือดแบบเดิม ๆ ที่ต้องรอผลนาน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจด้วย Antigen Test เข้ามาช่วยให้การวินิจฉัยโรคทำได้ เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และไม่เจ็บ อย่างที่คิด บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “Antigen Test” อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ คืออะไร? ตรวจโรคอะไรได้บ้าง? เจ็บไหม? ต้องเตรียมตัวยังไง? ต่างจาก Antibody Test ยังไง? ราคาแพงไหม? ควรตรวจเมื่อไหร่? เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และหากจำเป็น ก็สามารถเข้ารับบริการได้อย่างปลอดภัยและเป็นส่วนตัว Antigen Test คืออะไร? Antigen Test คือการตรวจหา “แอนติเจน” หรือสารที่อยู่บนพื้นผิวของเชื้อโรค เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งร่างกายเราจะตอบสนองต่อการติดเชื้อด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การตรวจชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้ “รู้ผลเร็ว” ภายใน 15–30 นาที โดยไม่ต้องรอส่งตรวจเข้าแล็บ จึงเหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์ที่ต้องการผลด่วน เช่น ตรวจเชื้อเบื้องต้นในผู้มีความเสี่ยงโรคติดต่อ หรือใช้คัดกรองผู้ที่ไม่มีอาการแต่มีความเสี่ยงเกิดขึ้น แม้จะไม่ได้ให้ผลแม่นยำเท่าการตรวจด้วย PCR หรือแอนติบอดีในบางกรณี…
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกว่า STIs กับ STDs ต่างกันอย่างไร ในทางการแพทย์ ทำไมหมอและองค์กรด้านสุขภาพจึงหันมาใช้คำว่า STI กันมากขึ้น และทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อความเข้าใจ การสื่อสาร และการดูแลสุขภาพทางเพศของทุกคน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าคำว่า “STDs” เริ่มถูกแทนที่ด้วยคำว่า “STIs” ในบทความสุขภาพ เอกสารทางการแพทย์ หรือแม้แต่บทสนทนาในคลินิก บางคนอาจสงสัยว่า คำสองคำนี้ต่างกันอย่างไร? ใช้แทนกันได้ไหม? หรือ “STD” กลายเป็นคำล้าสมัยไปแล้วจริงหรือ? STIs คืออะไร? แล้วทำไมคำว่า STDs ถึงไม่ค่อยได้ยินแล้ว STIs (Sexually Transmitted Infections) หมายถึง การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ที่สามารถส่งผ่านระหว่างบุคคลได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ปาก หรือทวารหนัก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือผิวหนังที่มีเชื้อ โดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ก็สามารถติดเชื้อได้ในบางกรณี สิ่งที่สำคัญคือ — STIs ไม่จำเป็นต้องแสดงอาการเสมอไป บางคนอาจมีเชื้อแต่ไม่มีอาการใด ๆ นานเป็นปี เช่น HPV, Chlamydia, HIV ระยะแรก ฯลฯ…
จูบปากก็เสี่ยงติดโรคได้จริงหรือ? หลายคนอาจมองว่าการจูบเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อ แต่ในความเป็นจริง การจูบ โดยเฉพาะการจูบแบบแลกลิ้นหรือมีแผลในช่องปาก อาจเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อโรคบางชนิดได้ เช่น เริม (HSV), ไวรัส EBV, หนองใน หรือแม้แต่ไวรัสตับอักเสบบางชนิด บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจว่า “จูบแบบไหนเสี่ยง?” “ติดโรคอะไรได้บ้าง?” พร้อมคำแนะนำจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ และการป้องกันที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณใช้ชีวิตใกล้ชิดได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น จูบสามารถแพร่โรคติดต่อได้อย่างไร? การจูบเป็นพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อโรคได้ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่สามารถติดต่อผ่านน้ำลาย หรือการสัมผัสเยื่อเมือก (Mucous Membrane) ในช่องปากของกันและกัน สิ่งที่ทำให้การจูบมีความเสี่ยงในการแพร่โรคคือ การมีบาดแผลในปาก เช่น แผลร้อนใน หรือแผลจากการแปรงฟันแรงเกินไป เลือดออกในช่องปาก จากเหงือกอักเสบ หรือฟันผุ มีเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอยู่แล้ว เช่น เริม, ไวรัส Epstein-Barr (EBV), เชื้อหนองใน ฯลฯ แม้ว่าน้ำลายตามปกติจะมีเอนไซม์ที่ช่วยฆ่าเชื้อบางชนิด แต่ในกรณีที่มีแผลเปิด หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ก็อาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น การจูบลึก (deep kissing) โดยเฉพาะการแลกลิ้น จะเพิ่มโอกาสสัมผัสสารคัดหลั่งมากขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะไวรัสหรือแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก…
ในยุคที่โลกเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” หรือ STIs (Sexually Transmitted Infections) กลับยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ถูกมองข้าม หลายคนคิดว่าคือโรคของ “คนสำส่อน” หรือ “ต้องมีอาการถึงจะรู้ตัว” ความจริงเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และคนที่ติดเชื้อจำนวนมาก “ไม่รู้ตัวเลย” เพราะไม่มีอาการแสดง บทความนี้จะพาคุณเข้าใจว่า STIs คืออะไร เชื้ออะไรเสี่ยงสุด? ติดต่อกันอย่างไร? ใครคือกลุ่มเสี่ยง? รวมถึงวิธีป้องกันที่ได้ผลจริง พร้อมข้อมูลจาก WHO, CDC และกรมควบคุมโรคไทย เพื่อให้คุณดูแลตัวเองและคนที่คุณรัก…ก่อนที่มันจะสายเกินไป STIs คืออะไร? STIs (Sexually Transmitted Infections) หรือ “การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์” คือกลุ่มของการติดเชื้อที่สามารถแพร่ผ่านกิจกรรมทางเพศ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก ปาก รวมถึงการสัมผัสของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด หรือเลือด ต่างจากคำว่า “STD (Sexually Transmitted Disease)” ที่เคยใช้ในอดีต ปัจจุบันวงการแพทย์นิยมใช้คำว่า STIs มากกว่า…