หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์ไม่คาดคิดอย่าง “ถุงยางอนามัยแตก หรือ ถุงยางแตก” แล้วไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี บางคนตกใจ บางคนกลัวท้อง หรือกังวลเรื่องโรคติดต่อ ถุงยางแตกอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วส่งผลได้หลายด้านทั้งร่างกายและจิตใจ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักทุกแง่มุมของปัญหานี้ ตั้งแต่สาเหตุที่ถุงยางแตก เสี่ยงอะไรบ้าง วิธีรับมือทันทีที่เกิดเหตุ และวิธีป้องกันไม่ให้ถุงยางแตก ถุงยางอนามัยแตกคืออะไร? เวลาพูดถึง “ถุงยางแตก” หลายคนอาจจะนึกว่าแค่ขาดนิดเดียวไม่เป็นไร แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการที่ถุงยางขาดหรือแตกระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เชื้อโรคหรืออสุจิสามารถเล็ดลอดเข้าไปได้โดยตรง หลายคนสับสนว่า “ถุงยางแตก” กับ “ถุงยางรั่ว” ต่างกันยังไง? ถุงยาง แตก คือฉีกขาดแบบชัดเจน มักเกิดทันทีระหว่างมีเซ็กส์ เช่น แตกกลางชิ้น หรือหลุดออกมาเลย ถุงยาง รั่ว คือมีรูเล็ก ๆ หรือชำรุดตั้งแต่แรก อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สาเหตุที่ทำให้ถุงยางแตกบ่อยมีอะไรบ้าง? ใช้ถุงยางหมดอายุ ขนาดไม่พอดี (เล็กไปหรือหลวมเกิน) ใส่ผิดวิธี ไม่เว้นอากาศที่ปลายถุง ไม่มีการใช้เจลหล่อลื่น ทำให้เสียดสีมากเกินไป ใช้ถุงยางซ้ำ หรือเก็บไว้ผิดวิธี (เจอความร้อน/แดด)…
หากคุณเคยมีความรู้สึกกังวล ไม่แน่ใจ หรือลังเลที่จะตรวจเลือด HIV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะกลัวเจ็บ กลัวผล ในปัจจุบันการตรวจเลือดไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้รู้ผลได้เร็ว แม่นยำ ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว ที่สำคัญคือ… ยิ่งตรวจเร็ว ยิ่งรักษาได้ทัน ไม่เพียงเพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง แต่ยังเพื่อคนที่คุณรักด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจคืออะไร, ตรวจที่ไหนดี, ใช้เวลาเท่าไหร่, เจ็บไหม, จนถึงต้องตรวจบ่อยแค่ไหน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและมีข้อมูลครบถ้วนที่สุด ตรวจเลือด HIV และโรคติดต่อคืออะไร? การตรวจเลือดหาเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) คือการตรวจวิเคราะห์สารคัดหลั่งในเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแพร่จากคนหนึ่งสู่อีกคนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มร่วม หรือเลือดที่มีเชื้อ การตรวจนี้ถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากในการเฝ้าระวังสุขภาพ เพราะโรคเหล่านี้หลายชนิดสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายได้นานโดยไม่มีอาการใดๆ สำหรับการตรวจ HIV แพทย์จะตรวจหาแอนติบอดีหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV ที่อาจอยู่ในเลือด หากตรวจพบเร็วสามารถเข้าสู่กระบวนการดูแลและรักษาได้ทันที ลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อและโรคแทรกซ้อนในอนาคต โรคติดต่ออื่นๆ ที่สามารถตรวจพบจากเลือด ได้แก่ ซิฟิลิส (Syphilis) ไวรัสตับอักเสบบี/ไวรัสตับอักเสบซี หนองในแท้/เทียม (Gonorrhea / Chlamydia)* (บางกรณีอาจตรวจจากปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งร่วมด้วย) ปัจจุบัน การตรวจเลือดสามารถทำได้ง่าย…
คันจิมิ หรืออาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้น อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติที่ไม่ควรมองข้าม ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเคยมีอาการคันแบบเฉียบพลัน คันเรื้อรัง หรือคันหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่แน่ใจว่าควรปล่อยไว้หรือพบแพทย์ดี บทความนี้รวบรวมข้อมูลแบบครบถ้วนเกี่ยวกับอาการคันจุดซ่อนเร้น ตั้งแต่สาเหตุทั่วไป วิธีดูแลเบื้องต้น ไปจนถึง “5 สัญญาณเตือน” ที่บอกว่าคุณควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพื่อป้องกันการลุกลามหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น พร้อมคำแนะนำในการเลือกผลิตภัณฑ์และดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในระยะยาว คันจิมิคืออะไร? คันจิมิ คือคำที่ผู้หญิงหลายคนใช้เรียกอาการ คันบริเวณอวัยวะเพศภายนอก หรือ จุดซ่อนเร้น ซึ่งในทางการแพทย์มักเรียกว่า “Vulvar Itching” หรือ “External Genital Itching” โดยอาการคันอาจเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณปากช่องคลอด แคมเล็ก แคมใหญ่ หรือผิวหนังโดยรอบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเส้นประสาทหนาแน่น จึงไวต่อการระคายเคืองเป็นพิเศษ อาการนี้สามารถเกิดได้กับผู้หญิงทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเจริญพันธุ์ ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน และไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีจะ “ผิดปกติ” เสมอไป แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ อาการคันจิมิที่พบได้บ่อย รู้สึกแสบหรือยุบยิบบริเวณปากช่องคลอด อาจมีอาการร่วม เช่น ตกขาว กลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือผิวลอก มักเกิดซ้ำในบางช่วง เช่น ก่อนมีประจำเดือน…
กามโรค เป็นโรคที่หลายคนได้ยินชื่อ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจว่าความเสี่ยงนั้นอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนไม่อันตราย อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้ติดเชื้อหรือพาหะได้โดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ 8 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรระวัง พร้อมแนวทางในการตรวจ วินิจฉัย รักษา และป้องกันอย่างถูกต้อง ด้วยข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย กามโรคคืออะไร? กามโรค (Sexually Transmitted Diseases: STDs) คือกลุ่มของโรคติดต่อที่สามารถถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านกิจกรรมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศโดยตรง โรคในกลุ่มนี้เกิดได้จากทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต และเชื้อรา หนึ่งในความสำคัญของกามโรคคือ “อาการอาจไม่แสดงชัดเจนในระยะแรก” ซึ่งทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะ และยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มกามโรค เช่น หนองในแท้ (Gonorrhea) หนองในเทียม (Chlamydia) ซิฟิลิส (Syphilis) เริมอวัยวะเพศ (Genital Herpes) หูดหงอนไก่จาก HPV (Genital Warts) เชื้อ HIV ไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis B, Hepatitis C)…
ผลตรวจเลือดเป็นลบ เมื่อคุณตรวจเลือดแล้ว แต่ร่างกายกลับมีอาการแปลก ๆ คล้ายคนติดเชื้อ HIV? หลายคนอาจกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ชวนสับสนแบบนี้ และไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อดี บางรายอาจตรวจเร็วเกินไปจนยังไม่พ้นช่วง HIV Window Period ทำให้ผลตรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่าปลอดภัยจริง บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า “ผลลบ” อาจไม่ได้หมายถึง “ไม่ติดเชื้อ” เสมอไป พร้อมแนวทางวางแผนตรวจซ้ำอย่างถูกต้อง และสังเกตอาการที่ไม่ควรมองข้าม ผลตรวจเลือดเป็นลบ แม้จะได้รับผลตรวจเลือด HIV เป็นลบ แต่สำหรับหลายคน ความรู้สึก “ไม่มั่นใจ” หรือ “ยังกลัวว่าตัวเองอาจติดเชื้อ” ยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และไม่ได้แปลว่าคุณคิดไปเองเสมอไป ผลตรวจเลือดเป็นลบ แปลว่าไม่ติดเชื้อ HIV แน่นอนหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่เสมอไป” โดยเฉพาะหากคุณเข้ารับการตรวจในช่วงเวลาที่เรียกว่า HIV Window Period หรือช่วงที่ร่างกายยังไม่สร้างสารที่สามารถตรวจพบได้ Window Period คือช่วงเวลาตั้งแต่ วันที่เริ่มมีความเสี่ยง (เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน) จนถึงวันที่ตรวจเลือด ซึ่งอาจกินเวลาตั้งแต่ 10 วัน…
หลายคนอาจมองว่า Oral Sex หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก เป็นกิจกรรมทางเพศที่ปลอดภัยกว่า เพราะไม่มีการสอดใส่โดยตรง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) ยังคงมีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า Oral Sex ติด hiv ไหม หรือกการออรัลติดเอดส์ไหม เสี่ยงติดโรคอะไรบ้าง อาการเป็นอย่างไร และควรป้องกันอย่างไรเพื่อให้ความสัมพันธ์ทางเพศปลอดภัยและมั่นใจมากยิ่งขึ้น Oral Sex คืออะไร? Oral Sex หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “การใช้ปากในการกระตุ้นอวัยวะเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก” เป็นหนึ่งในรูปแบบของกิจกรรมทางเพศที่ไม่ใช่การสอดใส่โดยตรง แต่ยังคงมีความเสี่ยงในการติดต่อโรคจากคู่ของคุณได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไป Oral Sex แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่: Fellatio: การใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศชาย Cunnilingus: การใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศหญิง Anilingus (Rimming): การใช้ปากสัมผัสกับทวารหนัก กิจกรรมเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในความสัมพันธ์ของชายหญิง หรือเพศเดียวกัน และมักถูกมองว่าเป็น “เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยกว่า” เพราะไม่มีการสอดใส่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Oral Sex ก็ยังมีโอกาสแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) ได้…
หากคุณกำลังจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครใหม่หรือกำลังอยู่ในความเสี่ยง การดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) คือหนึ่งในวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ไม่เพียงเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง แต่ยังรวมถึงคนที่คุณรักด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้ว่า ก่อนตรวจควรเตรียมตัวอย่างไร ตรวจโรคอะไรบ้าง ตรวจเมื่อไหร่ถึงแม่น และต้องทำอย่างไรต่อหลังจากรู้ผล ทำไมต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ก่อนเริ่มความสัมพันธ์ทางเพศกับคนใหม่ ไม่ใช่แค่ “เพื่อความมั่นใจ” เท่านั้น แต่ยังเป็น การรับผิดชอบต่อสุขภาพของทั้งตัวเราเองและคู่ของเรา เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดสามารถ ติดต่อได้แม้ไม่มีอาการใด ๆ เลย ในระยะแรก และคนจำนวนมากอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังแพร่เชื้ออยู่ 1. โรคติดต่อหลายชนิด “เงียบ” แต่แพร่เชื้อได้ ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่าโรคอย่างเช่น Chlamydia และ Gonorrhea (หนองในแท้/เทียม) กว่า 70% ของผู้หญิงที่ติดเชื้อ ไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ เช่นเดียวกับไวรัส HPV หรือเริมอวัยวะเพศ ที่สามารถถ่ายทอดผ่านผิวสัมผัส…
เคยไหม…ที่เราตัดสินใจผิดพลาดแค่ “ครั้งเดียว” แล้วต้องมานั่งลุ้นอีกหลายสัปดาห์ว่าจะติดเชื้อ HIV หรือเปล่า? อยากบอกว่า ทุกวันนี้เราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงแบบนั้นอีกแล้ว เพราะเรามีตัวช่วยที่สามารถ “ป้องกันไว้ก่อน” หรือ “หยุดเชื้อไว้ทัน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ ยา PrEP และ ยา PEP หลายคนยังสับสนว่า ยา PrEP และ ยา PEP ต่างกันยังไง ต่างกันตรงไหน? ใช้เมื่อไหร่? แบบไหนเหมาะกับตัวเอง? บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เพื่อให้คุณวางแผนป้องกันตัวเองได้อย่างมั่นใจ ยา PrEP กับ ยา PEP คืออะไร? ยา PrEP และ ยา PEP คือยาต้านไวรัส (Antiretroviral Drugs) ที่มีจุดประสงค์หลักเหมือนกัน คือการป้องกันการติดเชื้อ HIV แต่ต่างกันที่ “ช่วงเวลาในการใช้” และ “สถานการณ์ที่เหมาะสม” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเข้าใจอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจเลือกใช้ ยา PrEP คืออะไร?…
การป้องกันการติดเชื้อ HIV ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อสุขภาพของคนรุ่นใหม่ นอกจากการใช้ถุงยางอนามัยและการใช้ยา PrEP แบบกินทุกวันแล้ว ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่คือ PrEP แบบฉีด (CAB PrEP หรือ Apretude) ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกหรือมักลืมทานยาเป็นประจำ บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดที่ควรรู้เกี่ยวกับ PrEP แบบฉีด ตั้งแต่กลไกการทำงาน วิธีใช้ ข้อดีข้อจำกัด ราคา ไปจนถึงคำถามที่พบบ่อย เพื่อให้ผู้อ่านตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน PrEP แบบฉีด (CAB PrEP) คืออะไร? ต่างจาก PrEP แบบกินอย่างไร PrEP แบบฉีด หรือที่เรียกว่า CAB PrEP / CAB-LA (Cabotegravir Long-acting) เป็นยาต้านไวรัส HIV ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ล่วงหน้าก่อนมีความเสี่ยง ยานี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในประเทศไทยภายใต้ชื่อการค้า Apretude PrEP แบบกิน (Oral PrEP) เป็นยาต้าน HIV…
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้หญิงข้ามเพศ หรือผู้ที่มีคู่นอนหลายคน นอกจากการใช้ถุงยางอนามัยและการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอแล้ว ปัจจุบันมีอีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มได้รับความสนใจคือ Doxy PEP (Doxycycline Post-Exposure Prophylaxis) Doxy PEP คือการใช้ยาปฏิชีวนะ ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) หลังจากมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงภายใน 24–72 ชั่วโมง เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น ซิฟิลิส คลามีเดีย และหนองใน หลายงานวิจัยระดับนานาชาติ รวมถึงแนวทางจาก CDC เริ่มสนับสนุนการใช้ในบางกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง บทความนี้จะอธิบาย Doxy PEP คืออะไร ใช้อย่างไร ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง ใครควรใช้ ผลข้างเคียง ราคา และข้อถกเถียงในอนาคต เพื่อให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้อย่างรอบด้านภายใต้คำแนะนำของแพทย์ Doxy PEP คืออะไร? Doxy PEP (Doxycycline Post-Exposure Prophylaxis) คือ การใช้ยาปฏิชีวนะชื่อ ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline)…