Let’s play safe
Call Today : 083-534-4555, 02-006-8887
Room 314 , 246 Sukhumvit Rd, Khwaeng Khlong Toei, Bangkok
Open Hours
Open every day . 12:00 pm - 09:00 pm (Last Case 08.30 pm)

ยาทาเริม ปาก-อวัยวะเพศ ยี่ห้อไหนดี-หายไว

เริมเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย ทั้งบริเวณปาก อวัยวะเพศ และส่วนอื่นของร่างกาย แม้จะไม่อันตรายร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญและส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีตุ่มน้ำหรืออาการแสบร้อนขึ้นซ้ำ ๆ

ปัจจุบันมียาทาเริมหลายชนิดที่ช่วยยับยั้งไวรัสและบรรเทาอาการได้อย่างปลอดภัย หากเลือกใช้ให้ถูกวิธีและตรงกับตำแหน่งที่เป็น จะช่วยให้แผลหายเร็ว ลดการลุกลาม และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต

บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากแนวทางทางการแพทย์ล่าสุดปี 2025 พร้อมคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ Safe Clinic เพื่อให้คุณเข้าใจตั้งแต่สาเหตุของโรคเริม วิธีเลือกใช้ยาทาเริมให้เหมาะกับแต่ละบริเวณ ไปจนถึงการดูแลตนเองหลังรักษา

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

เริมคืออะไร เกิดจากอะไร ทำไมต้องใช้ยาทาเริม

เริมคือการติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ HSV-1 ซึ่งมักเกิดบริเวณริมฝีปาก ใบหน้า หรือจมูก และ HSV-2 ที่พบได้บริเวณอวัยวะเพศหรือรอบก้น

เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแฝงอยู่ในร่างกายได้ยาวนาน เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเจ็บป่วย เชื้อจะกลับมาแสดงอาการซ้ำ ทำให้เกิดผื่น แสบ คัน หรือตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ

การใช้ยาทาเริมมีความสำคัญ เพราะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส ลดอาการอักเสบและความเจ็บ บรรเทาความระคายเคือง และช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้น หากเริ่มใช้ตั้งแต่ระยะแรกจะลดโอกาสเกิดซ้ำได้มาก

ยาทาเริมมีกี่แบบ (ยาทา / ยากิน / สเปรย์ / สมุนไพร)

ยาทาเริมมีหลายรูปแบบ โดยแต่ละชนิดมีวิธีออกฤทธิ์และความเหมาะสมแตกต่างกัน กลุ่มที่ใช้บ่อยคือ ยาทาแบบครีมหรือเจล ที่ช่วยลดการลุกลามของไวรัสในตำแหน่งที่เกิดเริม ออกฤทธิ์ตรงจุด เหมาะสำหรับเริ่มทาทันทีเมื่อมีอาการคัน แสบ หรือผื่นแดง

นอกจากนี้ยังมียาในรูปแบบ ยากิน ซึ่งมักใช้ในรายที่เป็นเริมรุนแรงหรือมีอาการซ้ำบ่อย ยาจะช่วยยับยั้งเชื้อจากภายในร่างกาย ลดระยะเวลาการอักเสบและอาการปวดแสบ

บางคนอาจใช้ สเปรย์หรือสมุนไพร ช่วยบรรเทาอาการร่วม แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแพ้หรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจทำให้แผลเริมลุกลามมากขึ้น

ยาทาเริมปาก กับ ยาทาเริมอวัยวะเพศ ต่างกันไหม

เริมที่ปากและเริมที่อวัยวะเพศเกิดจากไวรัสคนละชนิด คือ HSV-1 และ HSV-2 แม้อาการคล้ายกัน เช่น แสบ คัน หรือตุ่มน้ำใส แต่ตำแหน่งและความรุนแรงต่างกัน ยาทาที่ใช้รักษาจึงควรเลือกให้เหมาะกับบริเวณที่เกิด

โดยทั่วไป ยาทาเริมปาก จะมีส่วนผสมของสารต้านไวรัส เช่น Acyclovir หรือ Penciclovir เนื้อครีมบางเบา เหมาะกับผิวริมฝีปากหรือใบหน้า ส่วน ยาทาเริมอวัยวะเพศ มักใช้สูตรที่อ่อนโยน ลดการระคายเคืองต่อเยื่อบุผิว

แม้ตัวยาจะคล้ายกัน แต่ไม่ควรใช้ยาทาบริเวณปากสลับกับอวัยวะเพศ เพราะอาจทำให้เชื้อไวรัสแพร่ข้ามบริเวณ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ

ยาทาเริมยี่ห้อไหนดี ปี 2025 (รวมยาทาเริมยอดนิยม)

ยาทาเริมที่แพทย์มักใช้ในปัจจุบันมีหลายสูตร โดยส่วนใหญ่เป็น ยาต้านไวรัส (Antiviral Cream) มี 3 ตัวยาหลักที่ใช้บ่อย ได้แก่ Acyclovir, Penciclovir, และ Docosanol แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและบริเวณที่เหมาะสมแตกต่างกัน

1. Acyclovir Cream (อะไซโคลเวียร์)

  • ใช้ได้กับ: เริมที่ปาก, เริมอวัยวะเพศ, เริมที่ตัว, แขน ขา, และรอบก้น
  • ไม่แนะนำให้ใช้: รอบดวงตา หรือภายในจมูก (อาจระคายเคืองเยื่อบุ)
  • ลักษณะยา: ครีมสีขาว เนื้อบาง ซึมง่าย
  • วิธีใช้: ทาบาง ๆ วันละ 5 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง ต่อเนื่อง 5–7 วัน
  • คำแนะนำจากแพทย์: เหมาะสำหรับผู้เริ่มมีอาการ เช่น แสบ คัน หรือตุ่มน้ำใหม่ ๆ หากทาช้าเกินไป ยาอาจเห็นผลช้าลง

2. Penciclovir Cream (เพนซิโคลเวียร์)

  • ใช้ได้กับ: เริมบริเวณปาก, จมูก, ใบหน้า
  • ไม่แนะนำให้ใช้: อวัยวะเพศหรือบริเวณเยื่อบุ
  • ลักษณะยา: ครีมเนื้อบาง ซึมไว ไม่มีสี
  • วิธีใช้: ทาทุก 2 ชั่วโมงในช่วงตื่น (ไม่ต้องทาก่อนนอน) ประมาณ 4 วัน
  • คำแนะนำจากแพทย์: ใช้ได้ดีในผู้ที่มีอาการซ้ำบ่อย หรือมีผื่นหลายจุดบนใบหน้า

3. Docosanol Cream (โดโคซานอล)

  • ใช้ได้กับ: เริมที่ปาก, รอบริมฝีปาก, จมูก, และบริเวณใบหน้า
  • ไม่แนะนำให้ใช้: ภายในช่องปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ
  • ลักษณะยา: ครีมเนื้อบาง ไม่มีสี ไม่มีแอลกอฮอล์
  • วิธีใช้: ทาบาง ๆ วันละ 5 ครั้ง ตั้งแต่เริ่มมีอาการแสบหรือคัน
  • คำแนะนำจากแพทย์: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหยุดเชื้อตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนเกิดตุ่มน้ำ

4. Acyclovir Ophthalmic Ointment (ยาทาเริมตา)

  • ใช้ได้กับ: ผู้ที่เป็นเริมบริเวณตา (Herpes Simplex Keratitis)
  • ลักษณะยา: ขี้ผึ้งใส ใช้ทาภายในขอบตาตามแพทย์สั่ง
  • คำเตือน: ห้ามใช้ยาทาเริมทั่วไป (สำหรับผิวหนัง) มาทารอบตาเด็ดขาด เพราะอาจระคายเคืองและทำให้แผลลึกขึ้นได้

5. ยาทาเริมสูตรผสมสมุนไพร (Herbal Extract Creams)

  • ส่วนประกอบที่พบบ่อย: สารสกัดใบทีทรี, ว่านหางจระเข้, คาโมมายล์
  • ใช้ได้กับ: ผื่นเริมบริเวณตัว แขน ขา หรือบริเวณที่ไม่ใช่เยื่อบุ
  • คำแนะนำ: ใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสจะได้ผลดีกว่า ไม่ควรใช้แทนยาแพทย์หลัก

ข้อควรระวังในการใช้ยาทาเริมทุกชนิด

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังทาทุกครั้ง
  • ห้ามใช้ยาทาเริมของบริเวณหนึ่งไปทาอีกบริเวณ (เช่น จากปากไปอวัยวะเพศ)
  • ห้ามใช้ร่วมกับผู้อื่น เพราะเชื้อเริมติดต่อได้ผ่านผิวสัมผัส
  • หากแผลลุกลาม หรือมีอาการเจ็บตา ควรพบแพทย์ทันที

ตารางเปรียบเทียบ “ยาทาเริมแต่ละชนิด” และบริเวณที่ใช้ได้

ตัวยา / ยี่ห้อ (ตัวอย่าง)

ประเภท / กลไกหลัก

ใช้ได้กับบริเวณ

ความแรงของยา

ความถี่ในการทา

ระยะเวลาการใช้

หมายเหตุจากแพทย์

Acyclovir Cream

(เช่น Zovirax, Acylovir GPO, Herpex)

ยาต้านไวรัส HSV-1 และ HSV-2

ปาก, อวัยวะเพศ, ตัว, แขน, ขา, รอบก้น

ปานกลาง

5 ครั้ง/วัน (ทุก 4 ชม.)

5–7 วัน

ใช้ได้ตั้งแต่ระยะแรกของอาการ หลีกเลี่ยงทารอบตาและจมูก

Penciclovir Cream

(เช่น Denavir, Vectavir)

ต้านไวรัส HSV-1 ออกฤทธิ์นาน

ปาก, จมูก, ใบหน้า

ปานกลาง-สูง

ทุก 2 ชม. (ช่วงตื่น)

4 วัน

เหมาะกับผู้ที่เป็นเริมซ้ำบ่อยหรือมีตุ่มหลายจุด

Docosanol Cream

(เช่น Abreva)

ป้องกันไวรัสเข้าสู่เซลล์ผิว

รอบปาก, จมูก, แก้ม

อ่อนโยน

5 ครั้ง/วัน

จนกว่าแผลแห้ง

ใช้ได้ดีในระยะเริ่มต้นของอาการ (ก่อนเกิดตุ่มน้ำ)

Acyclovir Ophthalmic Ointment

ยาทาเฉพาะสำหรับเริมตา

บริเวณรอบตา / ในขอบตา

ต่ำ (สูตรเฉพาะเยื่อบุ)

ตามแพทย์สั่ง

แล้วแต่ความรุนแรง

ห้ามใช้ครีมผิวหนังทั่วไปทารอบตาเด็ดขาด

Herbal Extract Creams

(เช่น สารสกัดทีทรี, ว่านหางจระเข้, คาโมมายล์)

สมุนไพรบรรเทาอาการ

ตัว, แขน, ขา (ไม่ใช่เยื่อบุ)

อ่อนโยน

2–3 ครั้ง/วัน

แล้วแต่ผลิตภัณฑ์

ใช้เสริมร่วมกับยาหลักได้ แต่ไม่ควรใช้แทนยาแพทย์

คำแนะนำจากแพทย์

  • หากมีแผลหลายจุด หรือเริมซ้ำบ่อย ควรใช้ ยากินร่วมกับยาทา ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ห้ามใช้ยาทาเริมของบริเวณปากไปทาที่อวัยวะเพศ หรือรอบตา
  • หากมีอาการปวดตามาก หรือแผลลาม ควรพบแพทย์เฉพาะทางทันที

ใช้ยาทาเริมแล้วไม่หาย เกิดจากอะไร

การใช้ยาทาเริมแล้วไม่หาย อาจไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพของยาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ “ช่วงเวลาที่เริ่มใช้ยา” และ “ปัจจัยของร่างกายผู้ป่วย” ด้วย โดยทั่วไป ยาทาเริมจะเห็นผลดีที่สุดหากเริ่มใช้ทันทีในระยะเริ่มต้นของอาการ หากเริ่มทาช้าเกินไป เมื่อมีตุ่มน้ำหรือแผลแตกแล้ว ยามักยับยั้งเชื้อได้ยากขึ้น

อีกสาเหตุหนึ่งคือ การใช้ยาไม่ต่อเนื่องหรือทาไม่สม่ำเสมอ เพราะยาทาเริมต้องออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมไวรัส หากเว้นช่วงนานเกินไป เชื้ออาจเพิ่มจำนวนอีกครั้ง ทำให้อาการไม่ดีขึ้น

นอกจากนี้ บางรายอาจมี ภาวะดื้อยา (Drug Resistance) โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาตัวเดิมซ้ำบ่อยหลายปี แพทย์อาจปรับเปลี่ยนเป็นสูตรยากิน หรือยาต้านไวรัสชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น Valacyclovir หรือ Famciclovir รวมถึงควรตรวจสอบสาเหตุร่วม เช่น ภูมิคุ้มกันต่ำ พักผ่อนน้อย หรือภาวะเครียดเรื้อรัง เพราะทั้งหมดมีผลต่อการกำเริบของเริมและการฟื้นตัวของผิว

หากใช้ยาทาเริมอย่างถูกวิธีเกิน 7 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวด บวม แดง ลามมากขึ้น ควรหยุดยาและพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม เพราะอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

ซื้อยาทาเริมได้ที่ไหน ปลอดภัยและถูกกฎหมาย

การซื้อยาทาเริมควรทำผ่านช่องทางที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของตัวยาและลดความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ปลอมที่อาจระคายผิวหรือไม่ได้มาตรฐาน

  1. ร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำ สามารถซื้อยาทาเริมกลุ่มต้านไวรัส เช่น Acyclovir หรือ Penciclovir ได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อ เพื่อแนะนำสูตรยาที่เหมาะกับบริเวณที่เป็นและความรุนแรงของอาการ หลีกเลี่ยงร้านขายยาที่ไม่มีป้ายทะเบียน หรือไม่มีชื่อเภสัชกรชัดเจน
  2. คลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีแพทย์ประจำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเริมซ้ำบ่อย หรือมีอาการรุนแรง แพทย์จะประเมินตำแหน่งและชนิดของเริม พร้อมพิจารณายาทาและยากินที่เหมาะสม เช่น Safe Clinic ซึ่งมีบริการให้คำปรึกษาและจ่ายยาตามอาการอย่างถูกต้องตามหลักแพทย์
  3. ช่องทางออนไลน์ที่ได้รับอนุญาต สามารถสั่งซื้อยาได้ผ่านร้านขายยาที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. หรือเว็บไซต์โรงพยาบาลและคลินิกที่มีใบอนุญาต ก่อนซื้อควรตรวจสอบเลขทะเบียนยาและวันหมดอายุให้ชัดเจน หากพบราคาต่ำผิดปกติ หรือไม่มีฉลากภาษาไทย อาจเป็นสินค้าลอกเลียนแบบ
  4. ห้ามซื้อจากร้านออนไลน์ทั่วไปหรือ Social Media โดยไม่มีใบอนุญาต เพราะยาทาเริมปลอมอาจมีสารต้องห้าม เช่น สเตียรอยด์ความเข้มข้นสูง ซึ่งทำให้ผิวบาง แสบ หรือเกิดอาการแพ้รุนแรงได้

สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถปรึกษาและรับยาทาเริมได้อย่างปลอดภัย ที่คลินิกเฉพาะทางด้านผิวหนัง เช่น Safe Clinic (อโศก – สุขุมวิท) มีแพทย์ตรวจประเมินอาการจริงก่อนจ่ายยา พร้อมให้คำแนะนำในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ

โรคเริมสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) จะยังคงแฝงตัวอยู่ในร่างกาย เมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง หรือมีความเครียดสูง เชื้อไวรัสอาจถูกกระตุ้นให้แสดงอาการอีกครั้ง

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับวันละ 6–8 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่ การพักผ่อนไม่พอทำให้ไวรัสที่หลบอยู่ตามเส้นประสาทกลับมาทำงานได้ง่ายขึ้น
  2. ลดความเครียด ความเครียดเรื้อรังเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของโรคเริม ควรฝึกผ่อนคลาย เช่น หายใจลึก ๆ ทำสมาธิ หรือออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ
  3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลือกอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ วิตามินซี และสังกะสี ลดอาหารที่มีกรดอะมิโน “อาร์จินีน” สูง เช่น ถั่วลิสง ช็อกโกแลต และธัญพืชบางชนิด เพราะอาจกระตุ้นให้ไวรัสเริมทำงานได้ง่ายขึ้น
  4. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและความร้อนสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีเริมบริเวณปาก ควรทาครีมกันแดดสำหรับริมฝีปากทุกวัน แสง UV สามารถกระตุ้นการเกิดเริมซ้ำในบางคนได้
  5. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู หรือลิปบาล์ม เพราะเชื้อเริมสามารถแพร่ได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงแม้ไม่มีแผลเปิด
  6. พบแพทย์เพื่อติดตามอาการในรายที่เริมซ้ำบ่อย แพทย์อาจให้ใช้ยากินกลุ่มต้านไวรัสในระยะยาว เพื่อควบคุมเชื้อไม่ให้แสดงอาการซ้ำบ่อย การรักษาเชิงป้องกันนี้ปลอดภัย และช่วยลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาทาเริม (FAQ)

เริมปากกับเริมอวัยวะเพศ ใช้ยาทาแบบเดียวกันได้ไหม?

โดยทั่วไปไม่ควรใช้ยาทาบริเวณปากไปทาที่อวัยวะเพศ เพราะผิวและเยื่อบุแตกต่างกัน แม้ตัวยาอาจเป็นชนิดเดียวกัน (เช่น Acyclovir) แต่ความเข้มข้นและส่วนผสมอาจไม่เหมาะกับทุกบริเวณ ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ยาทาเริมต้องใช้กี่วันถึงจะหาย?

ส่วนใหญ่ใช้ต่อเนื่องประมาณ 5–7 วัน แต่หากเริ่มทาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอาการ (ก่อนเกิดตุ่มน้ำ) มักหายเร็วภายใน 3–4 วัน หากแผลยังไม่ดีขึ้นหลังครบ 7 วัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย

ใช้ยาทาเริมซ้ำได้ไหม ถ้าเป็นบ่อย?

สามารถใช้ซ้ำได้ในแต่ละรอบที่มีอาการ แต่หากกลับมาเป็นบ่อยกว่า 6 ครั้งต่อปี แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาใช้ยากินป้องกันระยะยาว เช่น Valacyclovir หรือ Famciclovir ซึ่งช่วยลดการกำเริบได้ดีกว่า

ทายาเริมแล้วแสบหรือคันมาก ต้องหยุดไหม?

หากแสบเล็กน้อยในช่วงแรกถือเป็นอาการปกติ แต่ถ้ามีผื่นแดง บวม แสบมาก หรือผิวลอก ควรหยุดยาและพบแพทย์ทันที อาจเกิดจากการแพ้ส่วนผสมของครีมหรือใช้ยาที่ไม่ได้มาตรฐาน

เริมขึ้นซ้ำเพราะภูมิคุ้มกันต่ำจริงไหม?

ใช่ เชื้อเริมจะกลับมาแสดงอาการได้เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง เช่น พักผ่อนน้อย เครียด หรือป่วย การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันไม่ให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ

แหล่งอ้างอิง

  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Herpes – Genital Herpes – CDC Fact Sheet (Updated 2024).
  2. World Health Organization (WHO). Herpes Simplex Virus: Key Facts (2024).
  3. National Center for Biotechnology Information (NCBI) / PubMed. Comparative Efficacy of Acyclovir, Penciclovir, and Docosanol in HSV Management (2023).
icon email