วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในวัคซีนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก และยังเกี่ยวข้องกับมะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งลำคอ รวมถึงโรคหูดหงอนไก่ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การฉีดวัคซีน HPV ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสามารถต่อต้านเชื้อไวรัสได้ก่อนที่จะเกิดการติดเชื้อจริง โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นหรือวัยเริ่มต้นของการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่การฉีดวัคซีนให้ประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนฉีดวัคซีน HPV การทำความเข้าใจชนิดของวัคซีน อายุที่เหมาะสมในการฉีด ผลข้างเคียง และการดูแลหลังฉีด เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจภายใต้คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
วัคซีน HPV เป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หูดหงอนไก่ และมะเร็งบริเวณช่องปากหรือทวารหนัก
เชื้อ HPV ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสทางเพศ และมักไม่แสดงอาการในระยะแรก การฉีดวัคซีนจึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น HPV 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกในหญิงไทย
การได้รับวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุยังน้อยภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับทั้งเพศหญิงและเพศชาย
เชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (HPV) มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่ไม่ใช่ทุกชนิดที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง โดยเฉพาะบางสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
ในประเทศไทยพบว่าสายพันธุ์ที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูง ได้แก่ HPV 16, 18, 52 และ 58 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในหญิงไทย ขณะที่สายพันธุ์ 6 และ 11 จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ มักเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ ซึ่งไม่พัฒนาเป็นมะเร็ง
การรู้ว่าสายพันธุ์ใดพบมากในแต่ละพื้นที่ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการฉีดวัคซีนได้เหมาะสม โดยเลือกชนิดของวัคซีนที่ครอบคลุมสายพันธุ์เสี่ยงสูง เพื่อป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
วัคซีน HPV ไม่ได้ป้องกันเฉพาะมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และมะเร็งในอวัยวะอื่น เช่น มะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งอวัยวะเพศชาย
วัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ (Gardasil 4) ช่วยป้องกัน HPV ชนิด 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มเสี่ยงต่ำและเสี่ยงสูง ส่วนวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9) จะเพิ่มการป้องกันสายพันธุ์อื่น เช่น 31, 33, 45, 52 และ 58 ทำให้ครอบคลุมเชื้อที่พบบ่อยในคนไทยมากขึ้น
การฉีดวัคซีน HPV จึงเป็นการป้องกันหลายโรคในเวลาเดียว ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV และลดการแพร่เชื้อในชุมชน
วัคซีน HPV ที่ใช้ในปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิดหลัก คือ Gardasil 4 และ Gardasil 9 ซึ่งต่างกันที่จำนวนสายพันธุ์ของไวรัสที่สามารถป้องกันได้ รวมถึงระดับการครอบคลุมของเชื้อ HPV ที่พบบ่อยในแต่ละประเทศ
Gardasil 4 ช่วยป้องกันเชื้อ HPV ชนิด 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับหูดหงอนไก่และมะเร็งปากมดลูก ส่วน Gardasil 9 พัฒนาต่อยอดให้ครอบคลุมเพิ่มเป็น 9 สายพันธุ์ โดยรวมสายพันธุ์ 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งพบได้บ่อยในคนไทยและภูมิภาคเอเชีย
ทั้งสองชนิดได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ของไทยว่ามีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง การเลือกชนิดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้เหมาะสมกับช่วงอายุและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
การฉีดวัคซีน HPV ควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดในช่วงอายุ 9–14 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีที่สุด
สำหรับผู้ที่มีอายุ 15–26 ปี ยังสามารถฉีดวัคซีนได้ โดยจะต้องฉีดครบ 3 เข็มตามกำหนดเวลา ส่วนผู้ที่มีอายุเกิน 26 ปีขึ้นไป การฉีดวัคซีนอาจยังให้ประโยชน์ในบางราย แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อประเมินความเหมาะสม
การฉีดวัคซีนในช่วงอายุที่เหมาะสมช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงสุด และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV ในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
จำนวนเข็มของวัคซีน HPV จะแตกต่างกันไปตามอายุของผู้รับวัคซีนและแนวทางทางการแพทย์ในแต่ละประเทศ โดยทั่วไป หากมีอายุ 9–14 ปี แนะนำให้ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6–12 เดือน ซึ่งให้ภูมิคุ้มกันได้เพียงพอ
ส่วนผู้ที่มีอายุ 15–26 ปี แนะนำให้ฉีด 3 เข็ม โดยเว้นระยะระหว่างเข็มแรกกับเข็มที่สอง 1–2 เดือน และเว้นจากเข็มที่สองถึงเข็มที่สามอีก 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การฉีดให้ครบตามกำหนดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากขาดเข็มหรือฉีดไม่ครบชุด อาจทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อ HPV ลดลงได้
โดยทั่วไป วัคซีน HPV ถือว่ามีความปลอดภัยสูง และผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยและชั่วคราว เช่น ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด รวมถึงอาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือรู้สึกเมื่อยตามตัว
อาการเหล่านี้มักหายได้เองภายใน 1–2 วัน และไม่กระทบต่อสุขภาพโดยรวม ผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีนควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีดเสมอ เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมและดูแลอย่างใกล้ชิด
การฉีดวัคซีนในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน โดยแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของการรับวัคซีนมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน HPV ซ้ำในผู้ที่ได้รับครบตามจำนวนเข็มที่แพทย์แนะนำ เพราะจากข้อมูลการศึกษาพบว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนสามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 10–12 ปี และยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อ HPV ได้ดี
ในบางประเทศมีการติดตามผลต่อเนื่องมากกว่า 15 ปี โดยยังไม่พบว่าภูมิคุ้มกันลดลงถึงระดับที่ต้องฉีดกระตุ้นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลทางการแพทย์ใหม่ในอนาคต แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดซ้ำในบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (Gardasil 4) หากต้องการเพิ่มการป้องกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์มากขึ้น อาจปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดชนิด 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9) เพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
โดยทั่วไป วัคซีน HPV ถือว่ามีความปลอดภัยสูง แต่ในบางกรณีควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อน หรือหลีกเลี่ยงชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของผู้รับวัคซีน เช่น ผู้ที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงต่อวัคซีน HPV หรือส่วนประกอบของวัคซีน เช่น ยีสต์ หรือสารกันเสียบางชนิด
หญิงตั้งครรภ์ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปจนกว่าจะคลอด แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ถึงความเป็นอันตรายต่อทารกก็ตาม ส่วนหญิงให้นมบุตรสามารถฉีดวัคซีนได้โดยไม่มีข้อห้ามเฉพาะ
หากมีไข้สูงหรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรรอให้อาการดีขึ้นก่อนฉีด เพื่อให้ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
หลังจากฉีดวัคซีน HPV ควรพักสังเกตอาการที่สถานพยาบาลอย่างน้อย 15–30 นาที เพื่อดูว่ามีอาการแพ้หรือเวียนหัวหรือไม่ จากนั้นควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือยกของหนักภายใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันอาการปวดบริเวณที่ฉีดมากขึ้น
ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ และสามารถรับประทานยาแก้ปวดหรือยาลดไข้ได้ หากมีอาการปวดหรือมีไข้ต่ำ ๆ หลังฉีด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังสร้างภูมิคุ้มกัน
หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมแดงมาก มีไข้สูง หรือผื่นขึ้นทั่วตัว ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินและให้การดูแลอย่างเหมาะสม
หลายคนเข้าใจว่าวัคซีน HPV ฉีดเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงเท่านั้น แต่ในความจริงแล้ว ผู้ชายก็ควรได้รับวัคซีนเช่นกัน เพราะเชื้อ HPV สามารถก่อให้เกิดมะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ และมะเร็งทวารหนักได้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ เชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์และพบได้บ่อยในผู้ชาย การฉีดวัคซีนจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการแพร่กระจายให้คู่ครองได้อีกด้วย
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ชายอายุระหว่าง 9–26 ปี โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มฉีดวัคซีน HPV เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เนิ่น ๆ และลดความเสี่ยงต่อโรคในอนาคต
การฉีดวัคซีน HPV ควรทำในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและมีแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญดูแล เช่น คลินิกเวชกรรม โรงพยาบาล หรือคลินิกเฉพาะทางด้านสุขภาพทางเพศ เพื่อความปลอดภัยและการเก็บรักษาวัคซีนที่ถูกต้องตามอุณหภูมิที่กำหนด
ก่อนเข้ารับวัคซีน ควรแจ้งประวัติการแพ้ยา หรือวัคซีนอื่น ๆ ให้แพทย์ทราบ รวมถึงโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่ เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสม หากมีไข้หรืออาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรรอให้อาการดีขึ้นก่อนฉีด
หลังฉีดวัคซีน ควรพักสังเกตอาการที่คลินิกประมาณ 15–30 นาที และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในวันเดียวกัน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวและลดความเสี่ยงของอาการปวดบริเวณที่ฉีด
การฉีดวัคซีน HPV เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันมะเร็งที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทั่วโลกว่าสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก ซึ่งกว่า 90% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง เช่น HPV 16 และ HPV 18
นอกจากนี้ วัคซีนยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งอวัยวะเพศชาย รวมถึงโรคหูดหงอนไก่ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุยังน้อยก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ จะให้ประสิทธิภาพการป้องกันดีที่สุด
ดังนั้น วัคซีน HPV ไม่เพียงช่วยลดโอกาสเกิดโรคร้ายแรงในอนาคต แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพระยะยาวที่ทั้งชายและหญิงควรให้ความสำคัญ
วัคซีน HPV ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% หรือไม่
วัคซีน HPV ไม่สามารถป้องกันเชื้อได้ครบทุกสายพันธุ์ แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 90%
ถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้ไหม
สามารถฉีดได้ แม้เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว เพราะยังช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อ
ผู้ชายจำเป็นต้องฉีดวัคซีน HPV หรือไม่
จำเป็นครับ เพราะเชื้อ HPV สามารถก่อให้เกิดมะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งลำคอ และโรคหูดหงอนไก่ได้
วัคซีน HPV มีอายุการป้องกันนานเท่าไร
จากข้อมูลวิจัย ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนสามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 10–12 ปี โดยไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นในปัจจุบัน
หลังฉีดวัคซีน HPV มีข้อห้ามอะไรบ้าง
หลังฉีดสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในวันแรก และพักผ่อนให้เพียงพอ
หากต้องการนัดหมายเข้ารับบริการหรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติม
สามารถจองคิวผ่านเว็บไซต์ หรือ Inbox ทางช่องทาง Social Media ต่างๆ ได้ด้านล่างนี้