Let’s play safe
Call Today : 083-534-4555, 02-006-8887
Room 314 , 246 Sukhumvit Rd, Khwaeng Khlong Toei, Bangkok
Open Hours
Open every day . 12:00 pm - 09:00 pm (Last Case 08.30 pm)

ระยะฟักตัวของเชื้อ ใช้เวลากี่วัน ตรวจเมื่อไหร่ถึงเจอ

เคยไหม “ตรวจแล้วผลลบแต่ยังรู้สึกกังวล”? อาจเป็นเพราะคุณอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “ระยะฟักตัวของเชื้อ” (Incubation Period) ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังร่างกายได้รับเชื้อแต่ยังตรวจไม่พบในผลเลือดหรือยังไม่แสดงอาการใดๆ

ช่วงเวลานี้ของแต่ละโรคไม่เท่ากัน บางโรคใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ขณะที่บางโรคอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เช่น HIV, ซิฟิลิส, เริม หรือ HPV

การเข้าใจ “ระยะฟักตัวของเชื้อ” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนตรวจโรคให้ถูกจังหวะ เพื่อให้ผลตรวจมีความแม่นยำ ลดความกังวล และช่วยป้องกันการแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

ระยะฟักตัวของเชื้อคืออะไร (Incubation Period)

ระยะฟักตัวของเชื้อ คือช่วงเวลาตั้งแต่ร่างกายได้รับเชื้อเข้าสู่ระบบ จนกระทั่งเริ่มมีอาการ หรือสามารถตรวจพบเชื้อได้จากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ในช่วงเวลานี้ ผู้ติดเชื้ออาจยังไม่รู้ตัว และอาจไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏ แต่เชื้อเริ่มแบ่งตัวและแพร่กระจายอยู่ภายในร่างกาย

ระยะฟักตัวของแต่ละโรคไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ วิธีการติดต่อ ปริมาณเชื้อที่ได้รับ และสภาพภูมิคุ้มกันของแต่ละคน

การเข้าใจช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้รู้ว่าควรเข้ารับการตรวจโรคเมื่อใด เพื่อให้ผลตรวจมีความแม่นยำและประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง

ตารางระยะฟักตัวของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยอดนิยม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่ละชนิดมีระยะฟักตัวไม่เท่ากัน บางโรคใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ขณะที่บางโรคอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะตรวจพบเชื้อได้

การรู้ระยะฟักตัวช่วยให้เลือกเวลาตรวจโรคได้เหมาะสม ลดโอกาสผลตรวจคลาดเคลื่อน และเข้าใจลักษณะการดำเนินของโรคอย่างถูกต้อง

ตารางด้านล่างเป็นข้อมูลโดยเฉลี่ยจากแนวทางของ CDC และ กรมควบคุมโรค เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของช่วงเวลาฟักตัวของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย

โรค

ระยะฟักตัวโดยเฉลี่ย

ช่วงเวลาที่มักตรวจพบเชื้อ

หมายเหตุ

HIV

2 – 4 สัปดาห์

ตรวจได้เร็วสุด 10 – 14 วัน (NAT Test)

อาจยังมีช่วง Window Period

ซิฟิลิส (Syphilis)

10 – 90 วัน (เฉลี่ย 3 สัปดาห์)

ตรวจเลือดได้หลัง 3 สัปดาห์

มักเริ่มจากแผลริมแข็ง

หนองในแท้ (Gonorrhea)

2 – 7 วัน

ตรวจปัสสาวะหรือสารคัดหลั่ง

อาการชัดเร็ว

หนองในเทียม (Chlamydia)

1 – 3 สัปดาห์

ตรวจจากปัสสาวะหรือ swab

บางรายไม่มีอาการ

เริม (HSV-1/HSV-2)

2 – 12 วัน

ตรวจจากแผลหรือเลือด

เชื้ออยู่แฝงในร่างกาย

หูดหงอนไก่ (HPV)

1 – 6 เดือน

ตรวจ Pap smear หรือ HPV DNA

มักไม่มีอาการช่วงแรก

พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis)

5 – 28 วัน

ตรวจจากสารคัดหลั่ง

พบได้บ่อยในหญิง

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)

45 – 180 วัน

ตรวจเลือด HBsAg

ระยะฟักตัวนาน

ไวรัสตับอักเสบบี (HBC)

2 – 12 สัปดาห์

ตรวจเลือด

มักไม่มีอาการช่วงแรก

ระยะฟักตัวของ HIV ใช้เวลากี่วัน

เชื้อ HIV มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ หลังร่างกายได้รับเชื้อ ในช่วงนี้หลายคนอาจยังไม่มีอาการ แต่ไวรัสเริ่มแบ่งตัวและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนอง

บางรายอาจมีไข้ต่ำ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีผื่นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณระยะต้นของการติดเชื้อ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้จากอาการเพียงอย่างเดียว

หากต้องการตรวจหาเชื้อได้เร็วที่สุด สามารถใช้การตรวจแบบ NAT (ตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส) ซึ่งให้ผลตรวจได้ตั้งแต่ 10 – 14 วันหลังเสี่ยง ขณะที่การตรวจแบบ Antigen/Antibody มักให้ผลแม่นยำหลัง 3 – 4 สัปดาห์

ระยะฟักตัวของซิฟิลิส (Syphilis)

เชื้อซิฟิลิส (Treponema pallidum) มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ หลังร่างกายได้รับเชื้อ โดยอาจสั้นเพียง 10 วัน หรือยาวถึง 90 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน

เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเริ่มเพิ่มจำนวนบริเวณที่สัมผัสและแพร่ผ่านกระแสเลือด ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการแผลริมแข็ง (chancre) ที่อวัยวะเพศ ปาก หรือรอบทวารหนัก ซึ่งเป็นสัญญาณระยะต้นของโรค

ถึงแม้อาการแผลจะหายได้เองใน 2–6 สัปดาห์ แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอาจลุกลามสู่ระยะต่อมา เช่น ซิฟิลิสระยะที่สองหรือซิฟิลิสขึ้นตา

ระยะฟักตัวของเริม (Herpes HSV-1 / HSV-2)

เชื้อเริมเกิดจากไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งแบ่งเป็นชนิดที่ 1 (HSV-1) และชนิดที่ 2 (HSV-2) โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 12 วันหลังได้รับเชื้อ

เริมชนิดที่ 1 มักเกิดบริเวณปากหรือใบหน้า ส่วนชนิดที่ 2 มักเกิดที่อวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการเลย แต่บางรายจะมีตุ่มน้ำใสหรือแผลเจ็บเล็ก ๆ ที่มักหายภายใน 1 – 2 สัปดาห์

เชื้อไวรัสเริมสามารถแฝงตัวอยู่ในระบบประสาท และกลับมาแสดงอาการซ้ำได้อีกเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีความเครียดสูง จึงควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม

ระยะฟักตัวของหนองในแท้ (Gonorrhea)

หนองในแท้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 7 วันหลังจากสัมผัสเชื้อ บางรายอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงเริ่มมีอาการ

ในเพศชายมักเริ่มจากอาการแสบขณะปัสสาวะและมีหนองขุ่นออกจากท่อปัสสาวะ ส่วนเพศหญิงอาจมีตกขาวผิดปกติ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่มีอาการเลยก็ได้

หนองในแท้สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายหากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจลุกลามไปยังอุ้งเชิงกรานหรือต่อมลูกหมาก การตรวจและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระยะฟักตัวของหนองในเทียม (Chlamydia)

หนองในเทียมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 1 – 3 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ บางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้นเล็กน้อยก่อนเริ่มมีอาการ

ในเพศชายมักมีอาการแสบขณะปัสสาวะ หรือมีของเหลวใสออกจากท่อปัสสาวะ ส่วนในเพศหญิงอาจมีตกขาวผิดปกติ ปวดท้องน้อย หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่กว่า 70% ของผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการเลย

เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้โดยไม่มีอาการ จึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ท่อนำไข่อุดตัน หรืออสุจิเสื่อมคุณภาพ

ระยะฟักตัวของ HPV (หูดหงอนไก่)

เชื้อไวรัส HPV หรือ Human Papillomavirus มีระยะฟักตัวค่อนข้างยาว เฉลี่ยประมาณ 1 – 6 เดือนหลังได้รับเชื้อ และบางรายอาจใช้เวลานานเป็นปีจึงเริ่มแสดงอาการ

ในช่วงแรกผู้ติดเชื้อมักไม่รู้ตัว เพราะเชื้อสามารถอยู่ในร่างกายโดยไม่ก่ออาการใด ๆ จนเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนลงจึงเริ่มเกิดตุ่มหรือหูดเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือรอบปาก

แม้หูดหงอนไก่จะไม่ก่ออันตรายร้ายแรงในระยะสั้น แต่บางสายพันธุ์ของ HPV โดยเฉพาะชนิด 16 และ 18 สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทางทวารหนักได้ การตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีป้องกันที่สำคัญ

ระยะฟักตัวของพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis)

พยาธิในช่องคลอดเกิดจากเชื้อ Trichomonas vaginalis ซึ่งเป็นโปรโตซัว (สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว) ที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 5 – 28 วันหลังได้รับเชื้อ

ในผู้หญิงมักมีอาการตกขาวมากขึ้น มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ คันหรือแสบในช่องคลอด ส่วนในผู้ชายอาจมีอาการแสบขณะปัสสาวะ หรือมีของเหลวใสออกจากท่อปัสสาวะ บางรายไม่มีอาการเลยแต่ยังแพร่เชื้อได้

โรคนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะทาง และควรตรวจรักษาทั้งคู่พร้อมกันเพื่อป้องกันการติดซ้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าผลตรวจยืนยันว่าหายดี

ระยะฟักตัวของไวรัสตับอักเสบบี (HBV)

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านทางเลือด เพศสัมพันธ์ และการใช้ของมีคมร่วมกัน มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 45 – 180 วัน หรือราว 1.5 – 6 เดือนหลังได้รับเชื้อ

ในช่วงแรกผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ บางรายอาจเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบของตับ

เชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังหากไม่ได้รับการรักษา ควรเข้ารับการตรวจเลือดหา HBsAg และ Anti-HBs เพื่อประเมินภูมิคุ้มกัน รวมถึงพิจารณาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อในอนาคต

ระยะฟักตัวของไวรัสตับอักเสบซี (HCV)

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus) ติดต่อผ่านทางเลือด การใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกัน และสามารถติดต่อได้จากเพศสัมพันธ์ในบางกรณี โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 12 สัปดาห์ หลังได้รับเชื้อ

ในช่วงแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือปวดท้องด้านขวาบนเล็กน้อย ซึ่งอาจถูกมองข้ามได้ง่าย

หากไม่ได้รับการตรวจและรักษา เชื้อไวรัสตับอักเสบซีอาจพัฒนาเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ การตรวจเลือดหา Anti-HCV และ HCV RNA จึงเป็นวิธีที่จำเป็นในการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ

ตรวจเร็วเกินไปเจอไหม? ระยะฟักตัวกับผลตรวจลวง

การตรวจหาเชื้อเร็วเกินไปหลังมีความเสี่ยง อาจให้ผลเป็น “ลบลวง” (False Negative or Window period) เนื่องจากเชื้อยังอยู่ในช่วงฟักตัวและยังไม่สามารถตรวจพบได้จากเลือดหรือสารคัดหลั่ง

ระยะฟักตัวของแต่ละโรคแตกต่างกัน เช่น HIV ต้องรออย่างน้อย 10 – 14 วันสำหรับการตรวจแบบ NAT หรือ 3 – 4 สัปดาห์สำหรับการตรวจแบบ Antigen/Antibody ขณะที่ซิฟิลิสหรือเริมมักตรวจเจอหลัง 2 – 3 สัปดาห์

การตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้เข้าใจผลผิดและละเลยการป้องกันที่จำเป็น ดังนั้นหากเพิ่งมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดช่วงเวลาตรวจที่เหมาะสม และพิจารณาตรวจซ้ำตามคำแนะนำทางการแพทย์

ควรตรวจ STD เมื่อไหร่ถึงเหมาะที่สุด

การเลือกช่วงเวลาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่เหมาะสม มีผลอย่างมากต่อความแม่นยำของผลตรวจ เพราะแต่ละโรคมีระยะฟักตัวแตกต่างกัน หากตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่พบเชื้อ แม้จะมีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้วก็ตาม

โดยทั่วไป แพทย์แนะนำให้ตรวจเบื้องต้นหลังมีความเสี่ยงประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ และตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 3 เดือน เพื่อยืนยันผล โดยเฉพาะโรคที่มีระยะฟักตัวนาน เช่น HIV หรือไวรัสตับอักเสบ

สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำ เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือไม่ได้ป้องกัน ควรตรวจสุขภาพทางเพศทุก 3 – 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ตรวจ STD ที่ไหนได้บ้าง

การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควรทำในสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำและปลอดภัย คลินิกเฉพาะทาง STD จะมีเครื่องมือและชุดตรวจที่หลากหลาย เหมาะกับแต่ละชนิดของเชื้อ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่ง

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถเข้ารับบริการตรวจ STD ได้ที่ Safe Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ บริเวณสุขุมวิท – อโศก เดินทางสะดวก เป็นส่วนตัว และได้รับการดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ เพราะโรคหลายชนิด เช่น คลามายเดียหรือ HPV อาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระยะฟักตัวของเชื้อ

ระยะฟักตัวกับ Window Period ต่างกันอย่างไร?

“ระยะฟักตัว” คือช่วงเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนเริ่มมีอาการ ส่วน “Window Period” คือช่วงเวลาหลังได้รับเชื้อที่ยังตรวจไม่พบจากผลเลือด แม้ร่างกายจะมีเชื้ออยู่แล้ว ทั้งสองช่วงอาจซ้อนกันได้ในบางโรค เช่น HIV

ตรวจ STD แล้วผลเป็นลบ แปลว่าไม่ติดเชื้อแน่ไหม?

ไม่เสมอไป หากตรวจในช่วงที่เชื้อยังฟักตัว ผลอาจเป็น “ลบลวง” ควรตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น 3 สัปดาห์ และ 3 เดือนหลังมีความเสี่ยง เพื่อยืนยันผลอย่างแน่นอน

ถ้าไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจไหม?

จำเป็นครับ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น คลามายเดีย หนองในเทียม หรือ HPV มักไม่มีอาการในระยะแรก แต่สามารถแพร่เชื้อได้ การตรวจเชิงป้องกันช่วยลดความเสี่ยงและรักษาได้ตั้งแต่ระยะต้น

ตรวจ STD บ่อยแค่ไหนถึงเหมาะ?

ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีคู่นอนหลายคน ควรตรวจ STD ทุก 3 – 6 เดือน ส่วนผู้ที่มีคู่นอนประจำและใช้การป้องกันอย่างสม่ำเสมอ อาจตรวจปีละ 1 ครั้งเพื่อความมั่นใจในสุขภาพทางเพศ

สรุป

การเข้าใจ “ระยะฟักตัวของเชื้อ” ช่วยให้เราวางแผนตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสม ไม่ตรวจเร็วเกินไปจนผลคลาดเคลื่อน และไม่ช้าเกินไปจนเชื้อลุกลามโดยไม่รู้ตัว

เมื่อทราบว่าแต่ละโรคใช้เวลาฟักตัวไม่เท่ากัน เช่น HIV ใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ ส่วนซิฟิลิสหรือ HPV อาจนานหลายเดือน การเลือกระยะเวลาตรวจที่ถูกต้องจะเพิ่มความแม่นยำของผลและช่วยลดความกังวลที่ไม่จำเป็น

หากมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อรับคำแนะนำเรื่องระยะเวลาตรวจที่เหมาะกับแต่ละกรณี และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาได้ที่ Safe Clinic (สุขุมวิท – อโศก) คลินิกเฉพาะทางด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมบริการเป็นส่วนตัว

อ้างอิง

  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC)ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) และคำแนะนำการคัดกรอง/ตรวจโรค
  2. National Centre for Infectious Diseases (Singapore)ตารางระยะฟักตัว (incubation periods) ของโรค STI หลายโรค เช่น Chlamydia, Gonorrhea, Syphilis, Herpes, HPV, Trichomoniasis
  3. Thai PIDST (Thai STD/STI information)ข้อมูลระยะฟักตัวของโรค เช่น ซิฟิลิส, หนองในแท้, หนองในเทียม, เริม, HPV
  4. Healthlineบทความสรุปว่าโรคแต่ละชนิดแสดงอาการไวแค่ไหนและเมื่อใดที่ควรตรวจ
  5. Medical News Todayสรุประยะฟักตัวของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรค พร้อมข้อแนะนำทั่วไป
icon email