เคยไหม “ตรวจแล้วผลลบแต่ยังรู้สึกกังวล”? อาจเป็นเพราะคุณอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “ระยะฟักตัวของเชื้อ” (Incubation Period) ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังร่างกายได้รับเชื้อแต่ยังตรวจไม่พบในผลเลือดหรือยังไม่แสดงอาการใดๆ
ช่วงเวลานี้ของแต่ละโรคไม่เท่ากัน บางโรคใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ขณะที่บางโรคอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เช่น HIV, ซิฟิลิส, เริม หรือ HPV
การเข้าใจ “ระยะฟักตัวของเชื้อ” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนตรวจโรคให้ถูกจังหวะ เพื่อให้ผลตรวจมีความแม่นยำ ลดความกังวล และช่วยป้องกันการแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
ระยะฟักตัวของเชื้อ คือช่วงเวลาตั้งแต่ร่างกายได้รับเชื้อเข้าสู่ระบบ จนกระทั่งเริ่มมีอาการ หรือสามารถตรวจพบเชื้อได้จากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ในช่วงเวลานี้ ผู้ติดเชื้ออาจยังไม่รู้ตัว และอาจไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏ แต่เชื้อเริ่มแบ่งตัวและแพร่กระจายอยู่ภายในร่างกาย
ระยะฟักตัวของแต่ละโรคไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ วิธีการติดต่อ ปริมาณเชื้อที่ได้รับ และสภาพภูมิคุ้มกันของแต่ละคน
การเข้าใจช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้รู้ว่าควรเข้ารับการตรวจโรคเมื่อใด เพื่อให้ผลตรวจมีความแม่นยำและประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่ละชนิดมีระยะฟักตัวไม่เท่ากัน บางโรคใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ขณะที่บางโรคอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะตรวจพบเชื้อได้
การรู้ระยะฟักตัวช่วยให้เลือกเวลาตรวจโรคได้เหมาะสม ลดโอกาสผลตรวจคลาดเคลื่อน และเข้าใจลักษณะการดำเนินของโรคอย่างถูกต้อง
ตารางด้านล่างเป็นข้อมูลโดยเฉลี่ยจากแนวทางของ CDC และ กรมควบคุมโรค เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของช่วงเวลาฟักตัวของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย
|
โรค |
ระยะฟักตัวโดยเฉลี่ย |
ช่วงเวลาที่มักตรวจพบเชื้อ |
หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
|
HIV |
2 – 4 สัปดาห์ |
ตรวจได้เร็วสุด 10 – 14 วัน (NAT Test) |
อาจยังมีช่วง Window Period |
|
ซิฟิลิส (Syphilis) |
10 – 90 วัน (เฉลี่ย 3 สัปดาห์) |
ตรวจเลือดได้หลัง 3 สัปดาห์ |
มักเริ่มจากแผลริมแข็ง |
|
หนองในแท้ (Gonorrhea) |
2 – 7 วัน |
ตรวจปัสสาวะหรือสารคัดหลั่ง |
อาการชัดเร็ว |
|
หนองในเทียม (Chlamydia) |
1 – 3 สัปดาห์ |
ตรวจจากปัสสาวะหรือ swab |
บางรายไม่มีอาการ |
|
เริม (HSV-1/HSV-2) |
2 – 12 วัน |
ตรวจจากแผลหรือเลือด |
เชื้ออยู่แฝงในร่างกาย |
|
หูดหงอนไก่ (HPV) |
1 – 6 เดือน |
ตรวจ Pap smear หรือ HPV DNA |
มักไม่มีอาการช่วงแรก |
|
พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) |
5 – 28 วัน |
ตรวจจากสารคัดหลั่ง |
พบได้บ่อยในหญิง |
|
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) |
45 – 180 วัน |
ตรวจเลือด HBsAg |
ระยะฟักตัวนาน |
|
ไวรัสตับอักเสบบี (HBC) |
2 – 12 สัปดาห์ |
ตรวจเลือด |
มักไม่มีอาการช่วงแรก |
เชื้อ HIV มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ หลังร่างกายได้รับเชื้อ ในช่วงนี้หลายคนอาจยังไม่มีอาการ แต่ไวรัสเริ่มแบ่งตัวและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนอง
บางรายอาจมีไข้ต่ำ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีผื่นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณระยะต้นของการติดเชื้อ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้จากอาการเพียงอย่างเดียว
หากต้องการตรวจหาเชื้อได้เร็วที่สุด สามารถใช้การตรวจแบบ NAT (ตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส) ซึ่งให้ผลตรวจได้ตั้งแต่ 10 – 14 วันหลังเสี่ยง ขณะที่การตรวจแบบ Antigen/Antibody มักให้ผลแม่นยำหลัง 3 – 4 สัปดาห์
เชื้อซิฟิลิส (Treponema pallidum) มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ หลังร่างกายได้รับเชื้อ โดยอาจสั้นเพียง 10 วัน หรือยาวถึง 90 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน
เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเริ่มเพิ่มจำนวนบริเวณที่สัมผัสและแพร่ผ่านกระแสเลือด ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการแผลริมแข็ง (chancre) ที่อวัยวะเพศ ปาก หรือรอบทวารหนัก ซึ่งเป็นสัญญาณระยะต้นของโรค
ถึงแม้อาการแผลจะหายได้เองใน 2–6 สัปดาห์ แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอาจลุกลามสู่ระยะต่อมา เช่น ซิฟิลิสระยะที่สองหรือซิฟิลิสขึ้นตา
เชื้อเริมเกิดจากไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งแบ่งเป็นชนิดที่ 1 (HSV-1) และชนิดที่ 2 (HSV-2) โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 12 วันหลังได้รับเชื้อ
เริมชนิดที่ 1 มักเกิดบริเวณปากหรือใบหน้า ส่วนชนิดที่ 2 มักเกิดที่อวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการเลย แต่บางรายจะมีตุ่มน้ำใสหรือแผลเจ็บเล็ก ๆ ที่มักหายภายใน 1 – 2 สัปดาห์
เชื้อไวรัสเริมสามารถแฝงตัวอยู่ในระบบประสาท และกลับมาแสดงอาการซ้ำได้อีกเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีความเครียดสูง จึงควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม
หนองในแท้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 7 วันหลังจากสัมผัสเชื้อ บางรายอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงเริ่มมีอาการ
ในเพศชายมักเริ่มจากอาการแสบขณะปัสสาวะและมีหนองขุ่นออกจากท่อปัสสาวะ ส่วนเพศหญิงอาจมีตกขาวผิดปกติ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่มีอาการเลยก็ได้
หนองในแท้สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายหากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจลุกลามไปยังอุ้งเชิงกรานหรือต่อมลูกหมาก การตรวจและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หนองในเทียมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 1 – 3 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ บางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้นเล็กน้อยก่อนเริ่มมีอาการ
ในเพศชายมักมีอาการแสบขณะปัสสาวะ หรือมีของเหลวใสออกจากท่อปัสสาวะ ส่วนในเพศหญิงอาจมีตกขาวผิดปกติ ปวดท้องน้อย หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่กว่า 70% ของผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการเลย
เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้โดยไม่มีอาการ จึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ท่อนำไข่อุดตัน หรืออสุจิเสื่อมคุณภาพ
เชื้อไวรัส HPV หรือ Human Papillomavirus มีระยะฟักตัวค่อนข้างยาว เฉลี่ยประมาณ 1 – 6 เดือนหลังได้รับเชื้อ และบางรายอาจใช้เวลานานเป็นปีจึงเริ่มแสดงอาการ
ในช่วงแรกผู้ติดเชื้อมักไม่รู้ตัว เพราะเชื้อสามารถอยู่ในร่างกายโดยไม่ก่ออาการใด ๆ จนเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนลงจึงเริ่มเกิดตุ่มหรือหูดเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือรอบปาก
แม้หูดหงอนไก่จะไม่ก่ออันตรายร้ายแรงในระยะสั้น แต่บางสายพันธุ์ของ HPV โดยเฉพาะชนิด 16 และ 18 สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทางทวารหนักได้ การตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีป้องกันที่สำคัญ
พยาธิในช่องคลอดเกิดจากเชื้อ Trichomonas vaginalis ซึ่งเป็นโปรโตซัว (สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว) ที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 5 – 28 วันหลังได้รับเชื้อ
ในผู้หญิงมักมีอาการตกขาวมากขึ้น มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ คันหรือแสบในช่องคลอด ส่วนในผู้ชายอาจมีอาการแสบขณะปัสสาวะ หรือมีของเหลวใสออกจากท่อปัสสาวะ บางรายไม่มีอาการเลยแต่ยังแพร่เชื้อได้
โรคนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะทาง และควรตรวจรักษาทั้งคู่พร้อมกันเพื่อป้องกันการติดซ้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าผลตรวจยืนยันว่าหายดี
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านทางเลือด เพศสัมพันธ์ และการใช้ของมีคมร่วมกัน มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 45 – 180 วัน หรือราว 1.5 – 6 เดือนหลังได้รับเชื้อ
ในช่วงแรกผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ บางรายอาจเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบของตับ
เชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังหากไม่ได้รับการรักษา ควรเข้ารับการตรวจเลือดหา HBsAg และ Anti-HBs เพื่อประเมินภูมิคุ้มกัน รวมถึงพิจารณาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อในอนาคต
ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus) ติดต่อผ่านทางเลือด การใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกัน และสามารถติดต่อได้จากเพศสัมพันธ์ในบางกรณี โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 – 12 สัปดาห์ หลังได้รับเชื้อ
ในช่วงแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือปวดท้องด้านขวาบนเล็กน้อย ซึ่งอาจถูกมองข้ามได้ง่าย
หากไม่ได้รับการตรวจและรักษา เชื้อไวรัสตับอักเสบซีอาจพัฒนาเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ การตรวจเลือดหา Anti-HCV และ HCV RNA จึงเป็นวิธีที่จำเป็นในการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ
การตรวจหาเชื้อเร็วเกินไปหลังมีความเสี่ยง อาจให้ผลเป็น “ลบลวง” (False Negative or Window period) เนื่องจากเชื้อยังอยู่ในช่วงฟักตัวและยังไม่สามารถตรวจพบได้จากเลือดหรือสารคัดหลั่ง
ระยะฟักตัวของแต่ละโรคแตกต่างกัน เช่น HIV ต้องรออย่างน้อย 10 – 14 วันสำหรับการตรวจแบบ NAT หรือ 3 – 4 สัปดาห์สำหรับการตรวจแบบ Antigen/Antibody ขณะที่ซิฟิลิสหรือเริมมักตรวจเจอหลัง 2 – 3 สัปดาห์
การตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้เข้าใจผลผิดและละเลยการป้องกันที่จำเป็น ดังนั้นหากเพิ่งมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดช่วงเวลาตรวจที่เหมาะสม และพิจารณาตรวจซ้ำตามคำแนะนำทางการแพทย์
การเลือกช่วงเวลาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่เหมาะสม มีผลอย่างมากต่อความแม่นยำของผลตรวจ เพราะแต่ละโรคมีระยะฟักตัวแตกต่างกัน หากตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่พบเชื้อ แม้จะมีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้วก็ตาม
โดยทั่วไป แพทย์แนะนำให้ตรวจเบื้องต้นหลังมีความเสี่ยงประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ และตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 3 เดือน เพื่อยืนยันผล โดยเฉพาะโรคที่มีระยะฟักตัวนาน เช่น HIV หรือไวรัสตับอักเสบ
สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำ เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือไม่ได้ป้องกัน ควรตรวจสุขภาพทางเพศทุก 3 – 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควรทำในสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำและปลอดภัย คลินิกเฉพาะทาง STD จะมีเครื่องมือและชุดตรวจที่หลากหลาย เหมาะกับแต่ละชนิดของเชื้อ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่ง
สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถเข้ารับบริการตรวจ STD ได้ที่ Safe Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ บริเวณสุขุมวิท – อโศก เดินทางสะดวก เป็นส่วนตัว และได้รับการดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ เพราะโรคหลายชนิด เช่น คลามายเดียหรือ HPV อาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
“ระยะฟักตัว” คือช่วงเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนเริ่มมีอาการ ส่วน “Window Period” คือช่วงเวลาหลังได้รับเชื้อที่ยังตรวจไม่พบจากผลเลือด แม้ร่างกายจะมีเชื้ออยู่แล้ว ทั้งสองช่วงอาจซ้อนกันได้ในบางโรค เช่น HIV
ไม่เสมอไป หากตรวจในช่วงที่เชื้อยังฟักตัว ผลอาจเป็น “ลบลวง” ควรตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น 3 สัปดาห์ และ 3 เดือนหลังมีความเสี่ยง เพื่อยืนยันผลอย่างแน่นอน
จำเป็นครับ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น คลามายเดีย หนองในเทียม หรือ HPV มักไม่มีอาการในระยะแรก แต่สามารถแพร่เชื้อได้ การตรวจเชิงป้องกันช่วยลดความเสี่ยงและรักษาได้ตั้งแต่ระยะต้น
ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีคู่นอนหลายคน ควรตรวจ STD ทุก 3 – 6 เดือน ส่วนผู้ที่มีคู่นอนประจำและใช้การป้องกันอย่างสม่ำเสมอ อาจตรวจปีละ 1 ครั้งเพื่อความมั่นใจในสุขภาพทางเพศ
การเข้าใจ “ระยะฟักตัวของเชื้อ” ช่วยให้เราวางแผนตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสม ไม่ตรวจเร็วเกินไปจนผลคลาดเคลื่อน และไม่ช้าเกินไปจนเชื้อลุกลามโดยไม่รู้ตัว
เมื่อทราบว่าแต่ละโรคใช้เวลาฟักตัวไม่เท่ากัน เช่น HIV ใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ ส่วนซิฟิลิสหรือ HPV อาจนานหลายเดือน การเลือกระยะเวลาตรวจที่ถูกต้องจะเพิ่มความแม่นยำของผลและช่วยลดความกังวลที่ไม่จำเป็น
หากมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อรับคำแนะนำเรื่องระยะเวลาตรวจที่เหมาะกับแต่ละกรณี และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาได้ที่ Safe Clinic (สุขุมวิท – อโศก) คลินิกเฉพาะทางด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมบริการเป็นส่วนตัว
หากต้องการนัดหมายเข้ารับบริการหรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติม
สามารถจองคิวผ่านเว็บไซต์ หรือ Inbox ทางช่องทาง Social Media ต่างๆ ได้ด้านล่างนี้