ในยุคที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เทคโนโลยีการตรวจที่แม่นยำและรวดเร็วอย่าง NAT Test (Nucleic Acid Test) จึงได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในการตรวจหาเชื้อ HIV ที่ต้องการความมั่นใจสูงและผลตรวจที่รวดเร็ว
NAT Test เป็นการตรวจระดับพันธุกรรมของไวรัส ทำให้สามารถตรวจพบเชื้อได้เร็วกว่าวิธีทั่วไปหลายวัน เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งมีความเสี่ยงหรือไม่ต้องการรอผลตรวจนาน ช่วยให้เข้ารับการดูแลรักษาได้ทันท่วงทีและลดการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการของ NAT Test ไปจนถึงขั้นตอนตรวจจริง ข้อแตกต่างจากการตรวจแบบอื่น และคำแนะนำจากแพทย์ว่าควรเลือกตรวจเมื่อไหร่ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกขั้นตอน
NAT Test หรือ Nucleic Acid Test คือการตรวจหาเชื้อด้วยเทคนิคทางพันธุกรรมที่สามารถตรวจจับสารพันธุกรรมของไวรัส (RNA หรือ DNA) ได้โดยตรงในตัวอย่างเลือด ซึ่งต่างจากการตรวจทั่วไปที่มักตรวจโปรตีนหรือแอนติบอดีหลังจากร่างกายสร้างขึ้นมาแล้ว
เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนที่ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกัน ทำให้ทราบผลได้เร็วกว่าแบบ Rapid หรือ Antibody Test หลายวัน โดยเฉพาะในโรคติดเชื้ออย่าง HIV หรือไวรัสตับอักเสบบีและซี
ปัจจุบัน NAT Test เป็นมาตรฐานที่ใช้ในห้องแล็บและคลินิกชั้นนำทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย เพื่อช่วยให้การตรวจแม่นยำ ปลอดภัย และลดระยะเวลารอผลตรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตรวจ NAT Test สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสที่มีสารพันธุกรรม RNA หรือ DNA ได้โดยตรงจากเลือด จึงเหมาะสำหรับการตรวจโรคติดเชื้อที่ต้องการผลแม่นยำและรวดเร็วในระยะเริ่มต้น
โรคที่มักใช้ตรวจด้วยวิธี NAT ได้แก่ HIV, ไวรัสตับอักเสบบี (HBV), ไวรัสตับอักเสบซี (HCV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น ซิฟิลิส หรือ หนองใน ที่อยู่ในขั้นตอนตรวจเชื้อระดับพันธุกรรม
นอกจากนี้ NAT ยังเป็นมาตรฐานในการคัดกรองเลือดในธนาคารเลือดและคลินิก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากผู้บริจาคสู่ผู้รับ ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีตรวจที่มีความสำคัญและเชื่อถือได้ในทางการแพทย์ปัจจุบัน
การตรวจ NAT HIV ทำงานโดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (RNA) โดยตรงจากเลือด ด้วยเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการที่เรียกว่า Nucleic Acid Amplification ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการตรวจแบบ PCR
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย NAT จะสามารถตรวจพบเชื้อได้แม้ในช่วงระยะฟักตัวที่ร่างกายยังไม่สร้างแอนติบอดี ทำให้รู้ผลได้เร็วกว่าการตรวจแบบ Antibody หรือ Antigen Test หลายวัน
ขั้นตอนเริ่มจากเก็บตัวอย่างเลือดเล็กน้อย นำไปสกัดสารพันธุกรรมไวรัส แล้วใช้เครื่องตรวจเฉพาะทางขยายและวิเคราะห์ผล การตรวจนี้มีความแม่นยำสูงและลดโอกาสผลคลาดเคลื่อนได้มากกว่าวิธีทั่วไป
การตรวจ NAT Test มีความแม่นยำสูง เพราะตรวจหาเชื้อจากสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง จึงสามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ช่วงต้นสุดของการติดเชื้อ ซึ่งต่างจากการตรวจแบบ Rapid Test หรือ Antibody Test ที่ต้องรอให้ร่างกายสร้างแอนติเจนหรือแอนติบอดีขึ้นมาก่อน
โดยทั่วไป NAT สามารถตรวจพบเชื้อ HIV ได้ภายใน 10 วันหลังเสี่ยง ขณะที่ Rapid หรือ Antibody Test มักต้องใช้เวลาประมาณ 14–28 วันขึ้นไป ผลลัพธ์จึงเร็วกว่าและช่วยลดความไม่แน่นอนในช่วงรอผลได้มาก
อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของ NAT ขึ้นอยู่กับคุณภาพเครื่องมือและการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงควรเลือกตรวจในคลินิกหรือห้องแล็บที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลตรวจมีความน่าเชื่อถือที่สุด
โดยทั่วไป การตรวจ NAT HIV เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อภายในระยะเวลาไม่นาน เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือหลังได้รับเลือดโดยไม่แน่ใจความปลอดภัยของผู้บริจาค
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจคือ ประมาณ 10 วันหลังเหตุการณ์เสี่ยง เพราะ NAT สามารถตรวจพบเชื้อได้เร็วกว่าการตรวจแบบ Rapid หรือ Antibody Test ที่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันก่อน
หากตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่พบเชื้อ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดเวลาตรวจซ้ำที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีพฤติกรรมที่ต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
การตรวจ NAT HIV ใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เก็บตัวอย่างเลือดจนถึงทราบผล เนื่องจากเป็นการตรวจทางห้องแล็บที่ต้องผ่านขั้นตอนการสกัดและขยายสารพันธุกรรมของไวรัสก่อนวิเคราะห์ผล
ในบางคลินิกหรือศูนย์ตรวจที่มีห้องแล็บภายใน อาจสามารถรายงานผลได้ภายในวันเดียว ช่วยให้ผู้ตรวจทราบสถานะสุขภาพได้เร็วและวางแผนดูแลตนเองได้ทันเวลา
ระยะเวลาที่แน่นอนอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับระบบแล็บและปริมาณตัวอย่างในแต่ละวัน หากต้องการผลด่วน ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินเวลาที่เหมาะสมที่สุด
การตรวจ NAT HIV (หรือ PCR Test) ที่ Safe Clinic มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ ประมาณ 3,500 บาท ต่อครั้ง รวมการเก็บตัวอย่างเลือดและการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือมาตรฐานห้องแล็บทางการแพทย์
ราคานี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจหาเชื้อ HIV ในระยะเริ่มต้น ซึ่ง NAT สามารถตรวจพบเชื้อได้เร็วกว่าวิธีทั่วไป นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจไวรัสตับอักเสบและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ที่สามารถตรวจควบคู่ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
หากต้องการทราบราคาหรือแพ็กเกจเพิ่มเติม เช่น การตรวจสุขภาพพื้นฐานหรือชุดตรวจ STD แบบครบวงจร สามารถสอบถามกับเจ้าหน้าที่ Safe Clinic เพื่อรับคำแนะนำจากทีมแพทย์ได้โดยตรง
การตรวจ NAT HIV เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่วงที่ผ่านมาไม่นาน หรือผู้ที่ต้องการรู้ผลอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ที่เพิ่งมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือผู้ที่สงสัยว่าอาจได้รับเลือดจากแหล่งที่ไม่แน่ใจความปลอดภัย
เหมาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มที่ต้องการตรวจหลังเสี่ยงในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เช่น คู่รักที่วางแผนมีบุตร ผู้บริจาคเลือด ผู้ที่ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น หรือผู้ที่อยู่ในระยะฟักตัวของเชื้อ HIV ซึ่งวิธีตรวจทั่วไปยังไม่สามารถตรวจพบได้
นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยืนยันผลซ้ำจากการตรวจ Rapid Test เพื่อความมั่นใจทางการแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำหรืออยู่ในกลุ่มที่ต้องตรวจติดตามสุขภาพเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์
การตรวจ NAT HIV ที่ Safe Clinic ดำเนินการโดยทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานทางการแพทย์
*ระยะเวลารายงานผลอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามช่วงเวลาตรวจและปริมาณตัวอย่าง
NAT Test เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจหาเชื้อไวรัสในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะสามารถตรวจพบเชื้อได้เร็วกว่าวิธีทั่วไปหลายวัน
หากต้องการทราบผลเร็วหลังเสี่ยง หรืออยู่ในช่วงที่ต้องยืนยันผลซ้ำจากการตรวจแบบอื่น การเลือกตรวจ NAT ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเชิงการแพทย์
สำหรับผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงชัดเจน หรืออยู่ในระยะเวลานานกว่า 1 เดือนหลังเหตุการณ์เสี่ยง อาจพิจารณาการตรวจ Rapid หรือ Antibody Test แทน เพื่อยืนยันผลร่วมกันภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ไม่เจ็บมากครับ เพราะใช้การเจาะเลือดปริมาณน้อย คล้ายการตรวจเลือดทั่วไป ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และไม่มีผลข้างเคียงหลังตรวจ
ไม่จำเป็นต้องงดอาหารก่อนตรวจ เนื่องจากการตรวจ NAT วิเคราะห์สารพันธุกรรมของไวรัสจากเลือดโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด
โดยทั่วไปสามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ 10 วันหลังเหตุการณ์เสี่ยง ซึ่งเร็วกว่าการตรวจแบบ Rapid หรือ Antibody Test ที่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันก่อน
ใช้เวลาประมาณ ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเก็บตัวอย่างเลือด โดยผลจะถูกตรวจสอบและรายงานโดยแพทย์ก่อนแจ้งให้ผู้รับบริการทราบ
หากตรวจในช่วง 10 วันหลังเสี่ยง ผลลบมักมีความแม่นยำสูง แต่แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำหลังเหตุการณ์เสี่ยง ภายใน 1 เดือน เพื่อยืนยันผลอีกครั้งตามมาตรฐานการแพทย์
หากต้องการนัดหมายเข้ารับบริการหรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติม
สามารถจองคิวผ่านเว็บไซต์ หรือ Inbox ทางช่องทาง Social Media ต่างๆ ได้ด้านล่างนี้