Let’s play safe
Call Today : 083-534-4555, 02-006-8887
Room 314 , 246 Sukhumvit Rd, Khwaeng Khlong Toei, Bangkok
Open Hours
Open every day . 12:00 pm - 09:00 pm (Last Case 08.30 pm)

หนองในดื้อยา คืออะไร รักษาไม่หายจริงไหม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “หนองในดื้อยา” หรือที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อ Super Gonorrhea กลายเป็นประเด็นที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จับตามอง เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคหนองในเริ่มปรับตัวจนยาปฏิชีวนะทั่วไปไม่สามารถรักษาได้ผลเหมือนเดิม

ปัญหานี้ทำให้ผู้ป่วยบางรายรักษาแล้วไม่หาย หรือกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะใช้ยาตามแพทย์สั่งครบคอร์ส การดื้อยาของเชื้อจึงไม่เพียงทำให้รักษายากขึ้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้จะพาไปรู้จักเชื้อหนองในดื้อยาให้ลึกขึ้น ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางรักษาและป้องกัน เพื่อให้คุณเข้าใจและดูแลสุขภาพทางเพศอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้

หนองในดื้อยา (Super Gonorrhea) คืออะไร?

หนองในดื้อยา คือ การติดเชื้อหนองในแท้ที่เกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งวิวัฒนาการจนดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด ทำให้ยาที่เคยใช้รักษาได้ผลดีในอดีต เริ่มไม่สามารถควบคุมเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื้อนี้ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปาก รวมถึงสามารถแพร่เชื้อได้แม้ไม่มีอาการชัดเจนในบางราย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ

องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าการเพิ่มขึ้นของ “Super Gonorrhea” เป็นหนึ่งในภัยสุขภาพระดับโลก เพราะการดื้อยาอาจทำให้การรักษาซับซ้อนมากขึ้น หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง

การเข้ารับการตรวจที่คลินิกเฉพาะทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะช่วยยืนยันชนิดของเชื้อและแนวทางการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก

สาเหตุของเชื้อหนองในดื้อยาเกิดจากอะไร?

เชื้อหนองในดื้อยาเกิดจากการที่แบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ปรับตัวจนไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษา โดยมีสาเหตุสำคัญจากการใช้ยาอย่างไม่ถูกวิธี เช่น หยุดยาเองก่อนครบคอร์ส หรือซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะผิดขนาด หรือใช้ซ้ำบ่อยในกลุ่มประชากรเดียวกัน เชื้อจะค่อย ๆ คัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนต่อยาได้ ทำให้เกิดภาวะ “ดื้อยา” ซึ่งทำให้การรักษายากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

ปัจจัยร่วมอื่น ๆ เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือไม่ได้ตรวจซ้ำหลังรักษา ก็อาจทำให้เชื้อดื้อยากลับมาติดซ้ำได้อีก

สัญญาณเตือนว่า หนองในอาจดื้อยาแล้ว

หากรักษาโรคหนองในแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 7–14 วัน หรือกลับมามีอาการอีกไม่นานหลังจบคอร์สยา อาจเป็นสัญญาณว่าเชื้อเริ่มดื้อต่อยาที่ใช้รักษาอยู่

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ มีหนองหรือตกขาวผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการบวมแดงบริเวณอวัยวะเพศ นอกจากนี้บางรายอาจมีอาการคออักเสบหรือตาแดงจากการติดเชื้อในตำแหน่งอื่นของร่างกาย

หากมีอาการดังกล่าว ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำ และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (PCR หรือ culture test) เพื่อยืนยันว่าเชื้อดื้อยาหรือไม่ ก่อนปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะสม

หนองในรักษาไม่หายจริงไหม?

โรคหนองในดื้อยาไม่ได้หมายความว่ารักษาไม่ได้ แต่ต้องได้รับการตรวจวิเคราะห์เชื้ออย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์เลือกยาที่เหมาะกับสายพันธุ์ของเชื้อในแต่ละราย การรักษาด้วยยาทั่วไปโดยไม่ตรวจอาจไม่ได้ผลและทำให้เชื้อคงอยู่ต่อไป

แนวทางปัจจุบันใช้การตรวจยืนยันด้วยเทคนิค PCR หรือ culture test เพื่อดูว่าเชื้อไวต่อยาชนิดใด จากนั้นแพทย์จะกำหนดสูตรยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมและติดตามผลหลังการรักษาอย่างใกล้ชิด

แม้หนองในดื้อยาจะรักษายากกว่าแบบทั่วไป แต่หากตรวจพบและได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถควบคุมการติดเชื้อและลดโอกาสแพร่ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีตรวจเชื้อหนองในดื้อยา

การตรวจเชื้อหนองในดื้อยาต้องทำโดยแพทย์หรือห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง เพื่อระบุชนิดของเชื้อและดูว่ามีการดื้อต่อยาปฏิชีวนะหรือไม่ วิธีที่ใช้บ่อยคือ PCR test และ culture test ซึ่งให้ผลแม่นยำและช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

PCR test เป็นการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อจากตัวอย่างปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ คอ หรือทวารหนัก เพื่อยืนยันว่ามีเชื้อหนองในอยู่หรือไม่ ส่วน culture test คือการเพาะเชื้อในห้องแล็บเพื่อตรวจดูว่ายาชนิดใดยังสามารถฆ่าเชื้อได้

ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานและไม่เจ็บมาก โดยแพทย์จะแนะนำการตรวจที่เหมาะกับตำแหน่งที่สงสัยติดเชื้อ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุดมากที่สุด

แนวทางรักษาหนองในดื้อยา

การรักษาหนองในดื้อยาต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจยืนยันเชื้อ เพื่อให้แพทย์เลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่เชื้อยังไวต่อยา โดยทั่วไปจะใช้ยาฉีดหรือยารับประทานเฉพาะชนิดตามผลตรวจ ไม่ควรซื้อยากินเองหรือใช้ยาซ้ำจากครั้งก่อน เพราะอาจยิ่งเพิ่มการดื้อยาในร่างกาย

แนวทางปัจจุบัน (อ้างอิงจาก WHO และ CDC ปี 2025) แนะนำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และตรวจติดตามผลหลังรักษา (Test of Cure) เพื่อยืนยันว่าเชื้อถูกกำจัดหมดแล้ว

ในกรณีมีคู่นอน ควรเข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำหรือแพร่ต่อ ทั้งนี้การรักษาที่ถูกต้องและครบตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยควบคุมโรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ป้องกันไม่ให้เชื้อหนองในกลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกันหนองในดื้อยาเริ่มจากพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยที่สุด คือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปาก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อซ้ำจากคู่ที่อาจยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่

หลังการรักษาควรตรวจติดตามผลตามแพทย์นัด และงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะยืนยันว่าเชื้อหมดแล้ว การไม่ตรวจซ้ำหรือเริ่มมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไปอาจทำให้เชื้อดื้อยากลับมาได้อีก

นอกจากนี้ ควรตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์อย่างน้อยทุก 3–6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้สามารถรักษาและควบคุมเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างปลอดภัย

สรุป

แม้เชื้อหนองในดื้อยาจะเป็นปัญหาที่ท้าทายทางการแพทย์ แต่สามารถรักษาและควบคุมได้ หากได้รับการตรวจและวินิจฉัยอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก การรู้ผลเร็วช่วยให้แพทย์เลือกยาที่เหมาะกับเชื้อและลดโอกาสการแพร่ต่อไปยังผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญคือไม่ควรซื้อยามารักษาเองหรือใช้ยาซ้ำจากครั้งก่อน เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยารุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน

สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพ สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาที่ Safe Clinic เพื่อรับการดูแลจากทีมแพทย์เฉพาะทางอย่างเป็นส่วนตัวและปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย

1. หนองในดื้อยาอันตรายไหม?

หนองในดื้อยาอาจทำให้การรักษายากขึ้น เพราะเชื้อไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะทั่วไป หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนลึก ทำให้มีภาวะอักเสบหรือติดเชื้อซ้ำได้ จึงควรพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง

2. หนองในดื้อยารักษาหายไหม?

รักษาได้ แต่ต้องตรวจยืนยันเชื้อก่อนเลือกใช้ยาให้ตรงกับสายพันธุ์ ปัจจุบันแพทย์ใช้การตรวจด้วย PCR หรือ culture test เพื่อระบุชนิดเชื้อและหายาที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมเชื้อได้เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

3. ตรวจหนองในดื้อยาใช้เวลานานไหม?

โดยทั่วไปการตรวจด้วย PCR ใช้เวลาประมาณ 1–3 วัน ส่วนการเพาะเชื้อ (culture test) อาจใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการ แพทย์จะนัดแจ้งผลและวางแนวทางรักษาเมื่อทราบผลตรวจ

4. Super Gonorrhea ติดต่อได้ทางไหน?

ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปาก นอกจากนี้ยังสามารถแพร่เชื้อได้แม้ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ จึงควรใช้ถุงยางทุกครั้งและตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ

5. หากสงสัยว่าหนองในรักษาไม่หาย ควรทำอย่างไร?

ควรหยุดใช้ยาทันทีและกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันเชื้อ การซื้อยากินเองอาจทำให้เชื้อดื้อยามากขึ้น แพทย์จะช่วยตรวจและปรับสูตรยาที่เหมาะสมเพื่อควบคุมการติดเชื้อได้อย่างปลอดภัย

แหล่งอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO). Multi-drug resistant gonorrhoea.
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Drug-Resistant Gonorrhea
  3. Public Health England / UK Health Security Agency. Antimicrobial resistance in Neisseria gonorrhoeae – Surveillance report 2023.
icon email