Let’s play safe
Call Today : 083-534-4555, 02-006-8887
Room 314 , 246 Sukhumvit Rd, Khwaeng Khlong Toei, Bangkok
Open Hours
Open every day . 12:00 pm - 09:00 pm (Last Case 08.30 pm)

Chemsex คืออะไร ความเสี่ยง ผลข้างเคียง วิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “Chemsex” ถูกพูดถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชายหรือผู้ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศ แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่า Chemsex คืออะไร และมีผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

การพูดคุยเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือผิดศีลธรรม แต่คือการเรียนรู้และทำความเข้าใจพฤติกรรมทางเพศรูปแบบหนึ่งในเชิงสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างปลอดภัยและมีสติ

บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศจาก Safe Clinic เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ Chemsex อย่างถูกต้อง ครอบคลุม ทั้งในแง่ของความหมาย ผลกระทบ วิธีดูแลตัวเอง และคำแนะนำ

Chemsex คืออะไร?

Chemsex หมายถึง พฤติกรรมการใช้สารกระตุ้นขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความรู้สึกมั่นใจ กระตุ้นอารมณ์ หรือยืดระยะเวลาความสุขทางเพศ โดยคำนี้มาจากคำว่า “Chemical” และ “Sex” รวมกัน มักพบในกลุ่มชายรักชาย (MSM) หรือผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศเป็นกลุ่ม

สารที่มักใช้ใน Chemsex เช่น เมทแอมเฟตามีน (Meth), จีเอชบี (GHB), เคตามีน (Ketamine) หรือสารสูดดมอย่าง Poppers ซึ่งมีผลกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดความตื่นตัวและลดความยับยั้งชั่งใจทางเพศ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม Chemsex ไม่ได้เกิดจากความต้องการใช้สารเสพติดโดยตรงเสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคม ความเครียด ความเหงา หรือความต้องการได้รับการยอมรับในกลุ่ม โดยหลายคนอาจเริ่มจาก “การทดลอง” ก่อนกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำ

ในทางการแพทย์ การทำความเข้าใจ Chemsex จึงไม่ใช่เพียงการพูดถึงเรื่องยาและเพศ แต่เป็นเรื่องของ “สุขภาพทางเพศและสุขภาพจิต” ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน

ทำไมบางคนถึงเข้าสู่วงจร Chemsex?

หลายคนไม่ได้เริ่มต้นจากการ “อยากใช้ยา” แต่จากความรู้สึกข้างในที่ซับซ้อน เช่น ความเหงา ความเครียด หรือแรงกดดันจากการยอมรับในสังคม Chemsex จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้รู้สึก “มั่นใจ” และ “เป็นตัวเองได้” มากขึ้น

บางคนอาจรู้สึกว่าการใช้สารช่วยลดความกังวลเรื่องร่างกายหรือเพศภาวะ ทำให้กล้าเปิดใจทางเพศ มากกว่าปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย ที่เผชิญความคาดหวังหรือการตีตราทางสังคม

อีกส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของแอปหาคู่ หรือกลุ่มเพื่อน ซึ่งมักใช้คำสแลงอย่าง “T”, “G”, “HnH” ที่หมายถึงการใช้สารในบริบทของเซ็กส์ จนกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำโดยไม่รู้ตัว

สิ่งสำคัญคือ การเข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในวงจร Chemsex ไม่ใช่คนผิด แต่คือคนที่ต้องการ “ความเข้าใจและพื้นที่ปลอดภัย” ในการพูดคุย เพื่อหาทางดูแลสุขภาพทางเพศและจิตใจอย่างเหมาะสม

สารที่มักใช้ใน Chemsex มีอะไรบ้าง?

ในวงจร Chemsex มักมีการใช้สารกระตุ้นหลายชนิด เพื่อเพิ่มความรู้สึกตื่นตัวและลดความยับยั้งทางเพศ สารเหล่านี้อาจให้ความรู้สึก “มั่นใจ” หรือ “เชื่อมโยง” มากขึ้น แต่ในทางการแพทย์ ล้วนมีผลต่อสมองและระบบประสาทส่วนกลาง

สารที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • เมทแอมเฟตามีน (Meth / Tina): ทำให้ตื่นตัว เคลื่อนไหวเร็ว อารมณ์รุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะวิตกกังวลหรือประสาทหลอน
  • จีเอชบี (GHB / G): ใช้ในปริมาณน้อยเพื่อผ่อนคลาย แต่หากเกินขนาดอาจกดการหายใจและหมดสติได้
  • เคตามีน (Ketamine / K): ทำให้รู้สึกแยกตัวจากความจริง (dissociation) เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • Poppers (Amyl Nitrite): ใช้สูดดมเพื่อคลายกล้ามเนื้อ แต่ส่งผลต่อความดันโลหิตและหัวใจ

แม้สารเหล่านี้ดูเหมือนช่วยเพิ่มประสบการณ์ทางเพศ แต่ในระยะยาวอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพกาย จิต และเพิ่มโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเข้าใจกลไกของสารเหล่านี้จึงเป็นขั้นแรกของการดูแลตนเองอย่างปลอดภัย

Chemsex ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร และควรตรวจอะไรบ้าง?

Chemsex อาจให้ความรู้สึกผ่อนคลายหรือมั่นใจชั่วคราว แต่ในระยะยาวมีผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ สารกระตุ้นส่วนใหญ่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง ระบบหัวใจ และภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ในด้านร่างกาย ผู้ที่มีพฤติกรรม Chemsex มักมีความเสี่ยงสูงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น

นอกจากนี้ ยังอาจพบอาการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว สมาธิสั้น หรือมีอารมณ์แปรปรวน ส่วนผลทางจิตใจ เช่น ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด หรือภาวะซึมเศร้า ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญ แนะนำให้ตรวจทุก 3–6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรืออยู่ในวงจร Chemsex ต่อเนื่อง การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

สัญญาณเตือนว่าคุณอาจอยู่ในวงจร Chemsex

การสังเกตตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างปลอดภัย หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลัง “อยู่ในวงจร Chemsex” จนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหรือพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด

สัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ ได้แก่:

  • ใช้สารกระตุ้นทุกครั้งก่อนหรือระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • รู้สึกควบคุมพฤติกรรมไม่ได้ แม้ตั้งใจจะหยุด
  • มีปัญหานอนไม่หลับ หัวใจเต้นแรง หรืออารมณ์แปรปรวน
  • มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคน โดยไม่ใช้ถุงยาง
  • ลืมหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
  • รู้สึกเศร้า วิตกกังวล หรือรู้สึกผิดหลังมีเพศสัมพันธ์

หากมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง ควรพูดคุยกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อหาทางออกอย่างเข้าใจ เพราะการสังเกตเร็ว คือจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยในระยะยาว

หลังหรือระหว่าง Chemsex ควรดูแลตัวเองอย่างไร (แนวทาง Harm Reduction)

การดูแลตัวเองหลังหรือระหว่าง Chemsex ไม่ได้หมายถึงการ “ห้าม” แต่คือการ “ลดอันตราย” เพื่อให้คุณยังคงปลอดภัยในทุกด้าน ทั้งสุขภาพกายและใจ

แนวทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่:

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจเพิ่มการขาดน้ำหรือความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ไม่ใช้สารหลายชนิดพร้อมกัน (Mix drug use) เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อสมองและการหายใจอย่างรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV และไวรัสตับอักเสบ
  • ใช้ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นทุกครั้ง แม้กับคู่นอนประจำ
  • ตรวจสุขภาพทางเพศทุก 3–6 เดือน และรีบปรึกษาแพทย์หากสงสัยว่ามีความเสี่ยง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้สารต่อเนื่องหลายวัน เพราะอาจส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมนและอารมณ์

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรึกษาพูดคุยกับแพทย์หรือทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจ Chemsex จะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำอย่างเหมาะสม

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Chemsex (Myth vs Fact)

แม้คำว่า Chemsex จะเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น แต่หลายคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่มีพฤติกรรมนี้รู้สึกถูกตีตรา การแก้ความเข้าใจผิดจึงเป็นก้าวสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้าใจสุขภาพทางเพศอย่างแท้จริง

ความเข้าใจผิด (Myth)

ความจริง (Fact)

Chemsex มีแต่คนติดยาเท่านั้นที่ทำ

ไม่จริง — หลายคนเริ่มจากความอยากรู้อยากลอง หรือแรงกดดันทางสังคม ไม่ได้เกิดจากการเสพติดโดยตรง

คนที่ทำ Chemsex ต้องเป็นผู้ติดเชื้อ HIV

ไม่จำเป็น — แม้ความเสี่ยงสูงกว่า แต่ผู้ที่เข้าร่วม Chemsex หลายคนมีผลตรวจเป็นลบ และสามารถป้องกันได้ด้วย PEP / PrEP / ถุงยาง / การตรวจสม่ำเสมอ

Chemsex เป็นพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม

ในมุมสุขภาพ แพทย์มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ควรได้รับการทำความเข้าใจและดูแลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม

ถ้าเลิกไม่ได้ แปลว่าควบคุมตัวเองไม่อยู่

จริงบางส่วน — สารบางชนิดมีผลต่อสมอง แต่การขอความช่วยเหลือจากแพทย์และนักจิตวิทยาสามารถช่วยให้จัดการได้อย่างเหมาะสม

พูดเรื่อง Chemsex ในที่สาธารณะเป็นเรื่องน่าอาย

ไม่ควรคิดเช่นนั้น — การเปิดพื้นที่พูดคุยด้วยความเข้าใจ ช่วยลดความอับอายและเพิ่มโอกาสเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างปลอดภัย

การทำความเข้าใจใหม่ว่า Chemsex คือประเด็นด้านสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย จะช่วยให้ผู้ที่อยู่ในวงจรนี้กล้าเข้ารับการตรวจ ปรึกษา และขอความช่วยเหลือโดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

หากต้องการปรึกษาเรื่อง Chemsex

สำหรับผู้ที่ต้องการพูดคุยเรื่อง Chemsex หรือปัญหาสุขภาพทางเพศ แต่รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน ปัจจุบันมีหลายช่องทางให้ขอคำปรึกษาได้อย่างปลอดภัย และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน

คุณสามารถเข้ารับบริการได้ที่

  • Safe Clinic — คลินิกสุขภาพทางเพศที่ให้คำปรึกษา ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงบริการ PrEP / PEP โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บริการทุกขั้นตอนเป็นความลับและไม่ตัดสิน
  • ช่องทางออนไลน์ (FacebookIG / LINE / โทรศัพท์ / จองคิวออนไลน์) — ปรึกษาเบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่ได้โดยไม่ต้องระบุตัวตน เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมมาคลินิก

หากคุณรู้สึกว่าต้องการปรึกษาหรือกังวล ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาก่อน การพูดคุยกับทีมแพทย์ที่เข้าใจจะช่วยให้คุณได้รับแนวทางดูแลอย่างเหมาะสม

ถ้าเคย Chemsex แต่ไม่มีอาการ ควรตรวจไหม?

คำตอบคือ ควรตรวจ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น HIV, ซิฟิลิส, หนองในแท้, หนองในเทียม หรือไวรัสตับอักเสบ อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่สามารถแพร่เชื้อได้โดยไม่รู้ตัว

แพทย์แนะนำให้ผู้ที่มีพฤติกรรม Chemsex หรือตั้งข้อสงสัยว่าเคยมีความเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศ ทุก 3–6 เดือน เพื่อความมั่นใจ และหากพบความผิดปกติจะได้รักษาได้ตั้งแต่ระยะต้น

การตรวจในคลินิกเฉพาะทาง Safe Clinic สามารถทำได้แบบไม่เปิดเผยชื่อ และมีทีมแพทย์ที่เข้าใจในเรื่อง Chemsex สามารถให้คำแนะนำอย่างเหมาะสม

Chemsex พบได้ในกลุ่มคนแบบไหน?

Chemsex มักพบมากในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) หรือชุมชน LGBTQ+ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการรวมตัวกันทางสังคมในลักษณะเฉพาะ และอาจมีการใช้สารเพื่อเพิ่มความมั่นใจหรือเชื่อมโยงทางอารมณ์

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์สามารถมีความเสี่ยงได้หากใช้สารกระตุ้นขณะมีกิจกรรมทางเพศโดยไม่ป้องกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครทำ” แต่คือ “เข้าใจและรู้วิธีป้องกันอย่างปลอดภัย”

การเข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ และการพูดคุยกับแพทย์อย่างเปิดใจ จะช่วยให้คุณรู้จักร่างกายของตัวเองมากขึ้น และลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

บทสรุป

Chemsex ไม่ใช่เรื่องของ “ยา” หรือ “เพศ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ สุขภาพและความเข้าใจในมนุษย์ หลายคนอาจเข้าสู่พฤติกรรมนี้ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน แต่ทุกคนสามารถเริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้

การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ การใช้ถุงยางและ PrEP/PEP อย่างถูกวิธี รวมถึงการพูดคุยกับแพทย์ที่เข้าใจ จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ที่ Safe Clinic เรามีทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้คำปรึกษาเรื่อง Chemsex, การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการใช้ PrEP/PEP อย่างปลอดภัย และรักษาความลับของผู้รับบริการทุกคน

แหล่งอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO)HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring: Recommendations for a public health approach (2021 update)
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC)HIV Basics: PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis)
  3. Centers for Disease Control and Prevention (CDC)PEP (Post-Exposure Prophylaxis)
  4. HIVGuidelines.org — Chemsex: Questions and Answers
  5. PMC — Effectiveness of Harm Reduction Interventions in Chemsex
  6. Chemsex Harm Reduction — General Clinical Recommendations for Providers
  7. UNAIDS Asia-Pacific — Chemsex Toolkit for Clinical Service Providers
icon email