เคยไหม? อยู่ดี ๆ นิ้วมือก็เจ็บจี๊ด บวมแดง และมีตุ่มน้ำใสขึ้นรอบเล็บ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเล็บขบหรือหูดน้ำ แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็น “เริมที่นิ้วมือ” (Herpetic Whitlow) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริม HSV
โรคนี้แม้จะไม่อันตรายร้ายแรง แต่สร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ หากไม่ดูแลอย่างถูกต้องยังเสี่ยงแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นหรือกลับมาเป็นซ้ำได้อีก บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเริมที่นิ้วมือ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีรักษา ไปจนถึงการป้องกันอย่างเหมาะสม
เริมที่นิ้วมือ หรือ Herpetic Whitlow คือการติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes simplex virus: HSV) ที่ผิวหนังรอบนิ้วมือหรือนิ้วหัวแม่มือ โดยเชื้อมักเป็นชนิด HSV-1 ซึ่งมักก่อให้เกิดเริมที่ปาก และบางกรณีอาจเกิดจาก HSV-2 ที่สัมพันธ์กับเริมอวัยวะเพศ โรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มการติดเชื้อไวรัสผิวหนังที่พบบ่อยในบุคคลที่มีการสัมผัสเชื้อโดยตรง
เชื้อมักเข้าสู่ผิวหนังผ่านบาดแผลเล็ก ๆ หรือรอยแตกที่ปลายนิ้ว จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล หรือทันตแพทย์ พบโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับน้ำลาย หรือน้ำจากแผลเริมของผู้ป่วย
Herpetic Whitlow มีความแตกต่างจากโรคผิวหนังอื่น เช่น หูดน้ำ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่เล็บ แต่หัวข้อเหล่านี้จะอธิบายเพิ่มเติมภายหลังในบทความ
เริมที่นิ้วมือเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes simplex virus: HSV) ที่เข้าสู่ผิวหนังบริเวณนิ้วมือ ส่วนใหญ่พบว่าเป็นเชื้อ HSV-1 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดเริมที่ปาก และในบางรายอาจเกิดจาก HSV-2 ที่สัมพันธ์กับเริมอวัยวะเพศ
เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน
นอกจากนี้ ผู้ที่กัดเล็บหรือมีผิวแห้งแตกง่าย จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้น เนื่องจากผิวหนังไม่สามารถป้องกันเชื้อได้เต็มที่
อาการเริมที่นิ้วมือมักเริ่มจากความรู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น คัน แสบ ปวดจี๊ด หรือเสียว ๆ บริเวณปลายนิ้ว ก่อนที่จะมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามมา อาการสำคัญที่พบได้ ได้แก่
อาการเหล่านี้แตกต่างจากโรคผิวหนังอื่น เช่น หูดน้ำ หรือการติดเชื้อเล็บขบ ซึ่งจะมีลักษณะของแผลที่ไม่เหมือนกัน และควรได้รับการแยกโรคโดยแพทย์
หลายคนอาจสับสนระหว่าง เริมที่นิ้วมือ (Herpetic Whitlow) กับโรคผิวหนังอื่นที่พบบ่อย เช่น หูดน้ำ หรือ เล็บขบติดเชื้อแบคทีเรีย ความแตกต่างหลัก ๆ ได้แก่:
การสังเกตลักษณะของตุ่มและอาการร่วมจึงช่วยแยกโรคได้ แต่หากไม่แน่ใจ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจน
โดยทั่วไป เริมที่นิ้วมือไม่ใช่โรคร้ายแรง และมักหายเองได้ภายใน 2–3 สัปดาห์ แม้ไม่ได้ใช้ยาต้านไวรัส แต่ผู้ป่วยมักรู้สึกเจ็บและรบกวนการใช้มือในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ควรระวังคือ
ดังนั้น แม้โรคนี้มักไม่อันตราย แต่การดูแลและปรึกษาแพทย์ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
การรักษาเริมที่นิ้วมือมีทั้งการใช้ยาและการดูแลตนเอง โดยแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมตามอาการและความรุนแรง
การวินิจฉัยเริมที่นิ้วมืออาศัยทั้งการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางกรณี
เริมที่นิ้วมือสามารถ ติดต่อได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเริม (HSV) แพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำหรือของเหลวจากแผลเริม
ช่องทางการแพร่เชื้อที่พบบ่อย ได้แก่
สิ่งสำคัญคือ เชื้อสามารถแพร่ได้ แม้แผลยังไม่แตก เพราะไวรัสอยู่ที่ผิวหนังและสารคัดหลั่ง การป้องกันจึงควรรวมถึงการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดในช่วงที่มีตุ่มน้ำ
เริมที่นิ้วมือมีโอกาส กลับมาเป็นซ้ำ ได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเริม (HSV) หลังจากหายแล้วจะยังคงแฝงตัวอยู่ในเส้นประสาท ไม่ได้หายไปจากร่างกาย
ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โรคกำเริบซ้ำ เช่น
อาการที่กลับมาเป็นซ้ำมักไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก และหายเร็วกว่า แต่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีการกลับมาเป็นซ้ำบ่อยกว่าคนทั่วไป
เด็กและหญิงตั้งครรภ์ถือเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความระวังมากกว่าคนทั่วไป หากติดเชื้อเริมที่นิ้วมือ
ในเด็ก
ในหญิงตั้งครรภ์
แม้เริมที่นิ้วมืออาจไม่รุนแรง แต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ด้วยวิธีดังนี้
การดูแลสุขอนามัยและระมัดระวังการสัมผัสโดยตรงเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
แม้เริมที่นิ้วมือมักหายเองได้ แต่บางสถานการณ์ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสม ได้แก่
การพบแพทย์จะช่วยยืนยันการวินิจฉัย แนะนำการใช้ยาที่เหมาะสม และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
มีผู้ป่วยรายหนึ่งอายุ 28 ปี มาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บและบวมที่นิ้วโป้งขวา เริ่มแรกมีความรู้สึกแสบและปวดจี๊ด ต่อมาปรากฏตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ หลายตุ่มรอบเล็บ ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเล็บขบ จึงพยายามกดหนองออกเอง แต่อาการกลับรุนแรงขึ้นจนต้องมาพบแพทย์
แพทย์ตรวจและวินิจฉัยว่าเป็น เริมที่นิ้วมือ (Herpetic Whitlow) โดยสั่งยาต้านไวรัสร่วมกับการดูแลแผล หลังจากใช้ยาและดูแลอย่างต่อเนื่อง อาการดีขึ้นในประมาณ 10 วัน ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมในการล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยตรง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและการกลับมาเป็นซ้ำ
เริมที่นิ้วมือเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มักไม่รุนแรง แต่สร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ การดูแลที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบตุ่มน้ำ รักษาความสะอาด และปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นเริมที่นิ้วมือ การเข้าพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และเลือกการรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อและการกลับมาเป็นซ้ำ
สนใจปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเริม สามารถนัดหมายได้ที่ Safe Clinic
หากต้องการนัดหมายเข้ารับบริการหรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติม
สามารถจองคิวผ่านเว็บไซต์ หรือ Inbox ทางช่องทาง Social Media ต่างๆ ได้ด้านล่างนี้