Let’s play safe
Call Today : 083-534-4555, 02-006-8887
Room 314 , 246 Sukhumvit Rd, Khwaeng Khlong Toei, Bangkok
Open Hours
Open every day . 12:00 pm - 09:00 pm (Last Case 08.30 pm)

เริมที่นิ้วมือ เจ็บจี๊ด! เกิดจากอะไร รักษายังไง

เคยไหม? อยู่ดี ๆ นิ้วมือก็เจ็บจี๊ด บวมแดง และมีตุ่มน้ำใสขึ้นรอบเล็บ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเล็บขบหรือหูดน้ำ แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็น “เริมที่นิ้วมือ” (Herpetic Whitlow) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริม HSV

โรคนี้แม้จะไม่อันตรายร้ายแรง แต่สร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ หากไม่ดูแลอย่างถูกต้องยังเสี่ยงแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นหรือกลับมาเป็นซ้ำได้อีก บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเริมที่นิ้วมือ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีรักษา ไปจนถึงการป้องกันอย่างเหมาะสม

เริมที่นิ้วมือคืออะไร (Herpetic Whitlow)?

เริมที่นิ้วมือ หรือ Herpetic Whitlow คือการติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes simplex virus: HSV) ที่ผิวหนังรอบนิ้วมือหรือนิ้วหัวแม่มือ โดยเชื้อมักเป็นชนิด HSV-1 ซึ่งมักก่อให้เกิดเริมที่ปาก และบางกรณีอาจเกิดจาก HSV-2 ที่สัมพันธ์กับเริมอวัยวะเพศ โรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มการติดเชื้อไวรัสผิวหนังที่พบบ่อยในบุคคลที่มีการสัมผัสเชื้อโดยตรง

เชื้อมักเข้าสู่ผิวหนังผ่านบาดแผลเล็ก ๆ หรือรอยแตกที่ปลายนิ้ว จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล หรือทันตแพทย์ พบโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับน้ำลาย หรือน้ำจากแผลเริมของผู้ป่วย

Herpetic Whitlow มีความแตกต่างจากโรคผิวหนังอื่น เช่น หูดน้ำ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่เล็บ แต่หัวข้อเหล่านี้จะอธิบายเพิ่มเติมภายหลังในบทความ

เริมที่นิ้วมือ เกิดจากอะไร?

เริมที่นิ้วมือเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes simplex virus: HSV) ที่เข้าสู่ผิวหนังบริเวณนิ้วมือ ส่วนใหญ่พบว่าเป็นเชื้อ HSV-1 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดเริมที่ปาก และในบางรายอาจเกิดจาก HSV-2 ที่สัมพันธ์กับเริมอวัยวะเพศ

เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน

  • รอยถลอกหรือแผลเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้ว
  • การสัมผัสโดยตรงกับน้ำลายหรือน้ำจากตุ่มเริม
  • การดูแลผู้ป่วยเริมโดยไม่สวมถุงมือ เช่น แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์

นอกจากนี้ ผู้ที่กัดเล็บหรือมีผิวแห้งแตกง่าย จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้น เนื่องจากผิวหนังไม่สามารถป้องกันเชื้อได้เต็มที่

อาการของเริมที่นิ้วมือเป็นแบบไหน?

อาการเริมที่นิ้วมือมักเริ่มจากความรู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น คัน แสบ ปวดจี๊ด หรือเสียว ๆ บริเวณปลายนิ้ว ก่อนที่จะมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามมา อาการสำคัญที่พบได้ ได้แก่

  • ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่ม มักอยู่รอบเล็บหรือนิ้วมือ
  • บวม แดง เจ็บกด ทำให้ขยับนิ้วลำบาก
  • บางรายอาจมี ต่อมน้ำเหลืองบวมที่รักแร้ ร่วมด้วย
  • หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ จะเห็นเป็นหนองหรือปวดรุนแรงมากขึ้น

อาการเหล่านี้แตกต่างจากโรคผิวหนังอื่น เช่น หูดน้ำ หรือการติดเชื้อเล็บขบ ซึ่งจะมีลักษณะของแผลที่ไม่เหมือนกัน และควรได้รับการแยกโรคโดยแพทย์

เริมที่นิ้วมือ ต่างจากหูดน้ำ/เล็บขบอย่างไร?

หลายคนอาจสับสนระหว่าง เริมที่นิ้วมือ (Herpetic Whitlow) กับโรคผิวหนังอื่นที่พบบ่อย เช่น หูดน้ำ หรือ เล็บขบติดเชื้อแบคทีเรีย ความแตกต่างหลัก ๆ ได้แก่:

  • เริมที่นิ้วมือ: เริ่มด้วยอาการแสบ คัน ปวดจี๊ด ก่อนจะเกิดตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ รวมเป็นกลุ่ม แตกง่าย เจ็บกด และมักเป็นซ้ำได้
  • หูดน้ำ (Molluscum contagiosum): เป็นตุ่มเนื้อเรียบ ๆ มันวาว ไม่เจ็บ ไม่แสบ กดไม่เจ็บ และไม่แตกเป็นน้ำใส
  • เล็บขบติดเชื้อ (Paronychia): มักเกิดจากแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส อาการคือบวมแดงรอบเล็บ เจ็บร้อน และมีหนองชัดเจน

การสังเกตลักษณะของตุ่มและอาการร่วมจึงช่วยแยกโรคได้ แต่หากไม่แน่ใจ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจน

เริมที่นิ้วมือ อันตรายไหม? หายเองได้หรือไม่?

โดยทั่วไป เริมที่นิ้วมือไม่ใช่โรคร้ายแรง และมักหายเองได้ภายใน 2–3 สัปดาห์ แม้ไม่ได้ใช้ยาต้านไวรัส แต่ผู้ป่วยมักรู้สึกเจ็บและรบกวนการใช้มือในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ควรระวังคือ

  • เชื้อไวรัสสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือเครียด
  • หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ อาจทำให้แผลบวมแดงรุนแรงขึ้น
  • ในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วย HIV หรือผู้ที่รับยากดภูมิ อาการอาจรุนแรงและหายช้ากว่าปกติ

ดังนั้น แม้โรคนี้มักไม่อันตราย แต่การดูแลและปรึกษาแพทย์ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

เริมที่นิ้วมือ รักษายังไง?

การรักษาเริมที่นิ้วมือมีทั้งการใช้ยาและการดูแลตนเอง โดยแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมตามอาการและความรุนแรง

  1. ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs)
  • ใช้ยากลุ่ม Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir ตามคำสั่งแพทย์
  • ช่วยลดระยะเวลาการเป็นโรคและลดความรุนแรงของอาการ
  • ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
  1. การดูแลที่บ้าน
  • รักษาความสะอาดบริเวณแผล หลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบตุ่มน้ำ
  • ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  • หากปวดมาก สามารถใช้ยาลดปวดกลุ่มพาราเซตามอลได้
  1. เมื่อควรรีบพบแพทย์
  • อาการบวมแดงมากผิดปกติ
  • มีหนองหรือสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
  • เป็นซ้ำบ่อย หรือมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

การวินิจฉัยเริมที่นิ้วมือทำอย่างไร?

การวินิจฉัยเริมที่นิ้วมืออาศัยทั้งการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางกรณี

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
  • แพทย์จะสอบถามอาการเริ่มต้น เช่น แสบ คัน ปวดจี๊ด ก่อนมีตุ่มใส
  • ตรวจดูตำแหน่งและลักษณะของตุ่มน้ำใสที่ปลายนิ้ว
  1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (กรณีจำเป็น)
  • PCR test: ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HSV โดยตรง
  • Viral culture: เพาะเชื้อจากตุ่มน้ำ (ใช้เวลานานกว่า)
  • Tzanck smear: การตรวจเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ (ใช้ในบางสถานพยาบาล)
  1. การแยกโรค
  • แพทย์อาจต้องแยกโรคจากภาวะอื่น เช่น เล็บขบติดเชื้อแบคทีเรีย หรือหูดน้ำ ซึ่งมีลักษณะต่างกัน

เริมที่นิ้วมือ ติดต่อได้หรือไม่?

เริมที่นิ้วมือสามารถ ติดต่อได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเริม (HSV) แพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำหรือของเหลวจากแผลเริม

ช่องทางการแพร่เชื้อที่พบบ่อย ได้แก่

  • สัมผัสโดยตรงกับแผลหรือน้ำจากตุ่มเริม
  • สัมผัสน้ำลายหรือของเหลวจากผู้ที่มีเริมปาก
  • สัมผัสอวัยวะเพศผู้ที่ติดเริมโดยไม่มีการป้องกัน

สิ่งสำคัญคือ เชื้อสามารถแพร่ได้ แม้แผลยังไม่แตก เพราะไวรัสอยู่ที่ผิวหนังและสารคัดหลั่ง การป้องกันจึงควรรวมถึงการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดในช่วงที่มีตุ่มน้ำ

เริมที่นิ้วมือกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?

เริมที่นิ้วมือมีโอกาส กลับมาเป็นซ้ำ ได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเริม (HSV) หลังจากหายแล้วจะยังคงแฝงตัวอยู่ในเส้นประสาท ไม่ได้หายไปจากร่างกาย

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โรคกำเริบซ้ำ เช่น

  • ภาวะเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ร่างกายอ่อนแอหรือติดเชื้ออื่นร่วม
  • การบาดเจ็บหรือระคายเคืองที่นิ้วมือ
  • การได้รับแสงแดดจัด (กรณี HSV-1)

อาการที่กลับมาเป็นซ้ำมักไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก และหายเร็วกว่า แต่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีการกลับมาเป็นซ้ำบ่อยกว่าคนทั่วไป

เริมที่นิ้วมือในเด็ก/คนท้อง ต้องระวังอย่างไร?

เด็กและหญิงตั้งครรภ์ถือเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความระวังมากกว่าคนทั่วไป หากติดเชื้อเริมที่นิ้วมือ

ในเด็ก

  • เด็กเล็กมีโอกาสเอามือที่เป็นแผลเข้าปาก ทำให้เชื้อแพร่ไปยังช่องปากหรือตาได้ง่าย
  • ควรห้ามสัมผัสแผลโดยตรง และสอนให้ล้างมือบ่อย ๆ
  • หากเด็กมีไข้สูงหรือแผลลาม ควรพาไปพบแพทย์ทันที

ในหญิงตั้งครรภ์

  • เชื้อ HSV อาจมีผลต่อทารกหากแพร่ไปยังอวัยวะอื่น โดยเฉพาะหากมีเริมที่อวัยวะเพศร่วมด้วย
  • ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์หากสงสัยติดเชื้อ
  • ห้ามใช้ยาต้านไวรัสเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากบางชนิดอาจมีผลต่อการตั้งครรภ์

วิธีป้องกันเริมที่นิ้วมือ

แม้เริมที่นิ้วมืออาจไม่รุนแรง แต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ด้วยวิธีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลเริมโดยตรง เช่น แผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ
  • สวมถุงมือ เมื่อต้องดูแลผู้ป่วยที่มีแผลเริม
  • รักษาสุขอนามัยมือ ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ และใช้เจลแอลกอฮอล์
  • เลี่ยงการกัดเล็บหรือดึงหนังรอบเล็บ เพราะทำให้เชื้อเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย
  • พักผ่อนเพียงพอ ลดความเครียด ช่วยลดโอกาสที่โรคจะกำเริบซ้ำ

การดูแลสุขอนามัยและระมัดระวังการสัมผัสโดยตรงเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

แม้เริมที่นิ้วมือมักหายเองได้ แต่บางสถานการณ์ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสม ได้แก่

  • แผลบวมแดงมากผิดปกติ หรือมีหนองไหลออกมา
  • ปวดมากจนรบกวนการใช้มือในชีวิตประจำวัน
  • มีไข้สูงหรืออาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
  • เป็นซ้ำบ่อย หรือเป็นแผลหลายตำแหน่ง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น เบาหวาน, HIV, หรือใช้ยากดภูมิ

การพบแพทย์จะช่วยยืนยันการวินิจฉัย แนะนำการใช้ยาที่เหมาะสม และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ประสบการณ์ผู้ป่วย/เคสจริง

มีผู้ป่วยรายหนึ่งอายุ 28 ปี มาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บและบวมที่นิ้วโป้งขวา เริ่มแรกมีความรู้สึกแสบและปวดจี๊ด ต่อมาปรากฏตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ หลายตุ่มรอบเล็บ ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเล็บขบ จึงพยายามกดหนองออกเอง แต่อาการกลับรุนแรงขึ้นจนต้องมาพบแพทย์

แพทย์ตรวจและวินิจฉัยว่าเป็น เริมที่นิ้วมือ (Herpetic Whitlow) โดยสั่งยาต้านไวรัสร่วมกับการดูแลแผล หลังจากใช้ยาและดูแลอย่างต่อเนื่อง อาการดีขึ้นในประมาณ 10 วัน ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมในการล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยตรง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและการกลับมาเป็นซ้ำ

สรุป

เริมที่นิ้วมือเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มักไม่รุนแรง แต่สร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ การดูแลที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบตุ่มน้ำ รักษาความสะอาด และปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นเริมที่นิ้วมือ การเข้าพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และเลือกการรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อและการกลับมาเป็นซ้ำ

สนใจปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเริม สามารถนัดหมายได้ที่ Safe Clinic

อ้างอิง

icon email