Let’s play safe
Call Today : 083-534-4555, 02-006-8887
Room 314 , 246 Sukhumvit Rd, Khwaeng Khlong Toei, Bangkok
Open Hours
Open every day . 12:00 pm - 09:00 pm (Last Case 08.30 pm)

เริมที่ตา เสี่ยงตาบอดจริงไหม? วิธีสังเกตอาการ และการรักษา ก่อนลุกลาม

เริมที่ตา (Ocular herpes) เป็นหนึ่งในโรคตาที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย แต่ถือว่าอันตรายหากละเลยการรักษา เชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 (HSV-1) ซึ่งมักทำให้เกิดตุ่มน้ำใสที่ริมฝีปากหรือจมูก สามารถแพร่เข้าสู่ดวงตาได้ เมื่อเชื้อไวรัสติดที่กระจกตาหรือเยื่อบุตา จะทำให้เกิดการอักเสบ ตาแดง เจ็บตา น้ำตาไหล และการมองเห็นผิดปกติ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น กระจกตาขุ่น แผลลึก หรือแม้กระทั่งการสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย แนวทางการรักษา ไปจนถึงวิธีดูแลและป้องกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโรคเริมที่ตาและสามารถตัดสินใจพบแพทย์ได้ทันท่วงที

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

เริมที่ตาคืออะไร?

เริมที่ตา (Ocular herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 หรือ HSV-1 (Herpes Simplex Virus type 1) บริเวณดวงตา โดยไวรัสอาจเข้าสู่ดวงตาจากการสัมผัสเชื้อที่ริมฝีปาก จมูก หรือผิวหนังที่มีตุ่มเริม แล้วแพร่กระจายเข้าสู่กระจกตา เยื่อบุตา หรือเปลือกตา

โรคนี้มักแสดงอาการเป็นตาแดง เจ็บตา น้ำตาไหล หรือการมองเห็นผิดปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อนต่อการมองเห็นได้

เริมที่ตาเกิดจากอะไร?

เริมที่ตาเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Virus type 1, HSV-1) ซึ่งเป็นไวรัสเดียวกับที่ทำให้เกิดเริมบริเวณริมฝีปากหรือจมูก เชื้อมักเข้าสู่ดวงตาผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น ใช้มือลูบตาหลังจากสัมผัสแผลเริม หรือการแพร่กระจายจากน้ำลายและสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัส

เมื่อเชื้อเข้าสู่ดวงตา อาจติดที่กระจกตา เยื่อบุตา หรือเปลือกตา ทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคือง นอกจากนี้ เชื้อไวรัส HSV ยังสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายและกลับมาก่อโรคซ้ำได้ โดยมักถูกกระตุ้นเมื่อร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด หรือเจ็บป่วยร่วมด้วย

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นเริมที่ตา?

แม้ว่าเริมที่ตา (Ocular herpes) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่

  • ผู้ที่เคยเป็นเริมบริเวณปาก เริมจมูก หรือผิวหนังมาก่อน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด หรือเจ็บป่วยบ่อย
  • ผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ โดยเฉพาะหากไม่รักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม
  • เด็กเล็กและผู้สูงอายุ ซึ่งมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง

การรู้กลุ่มเสี่ยงช่วยให้สามารถสังเกตอาการได้เร็วและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตา

อาการเริมที่ตามีอะไรบ้าง?

อาการของเริมที่ตา (Ocular herpes) อาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบ โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ตาแดง มักเกิดขึ้นข้างเดียว และไม่หายด้วยยาหยอดตาทั่วไป
  • ปวดตาหรือระคายเคือง รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา
  • น้ำตาไหลมากผิดปกติ ร่วมกับอาการแสบหรือเคืองตา
  • เปลือกตาบวม หรือตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ บริเวณขอบตาหรือเปลือกตา
  • การมองเห็นผิดปกติ เช่น มัว เห็นแสงแฟลช หรือไวต่อแสง
  • ขี้ตาเหนียวหรือใส โดยเฉพาะตอนเช้า

อาการเหล่านี้อาจคล้ายโรคตาอื่น เช่น ตาแดงธรรมดาหรือภูมิแพ้ตา หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เริมที่ตาแตกต่างจากตาแดง/โรคตาอื่นอย่างไร?

อาการของเริมที่ตาอาจคล้ายโรคตาอื่น เช่น ตาแดงธรรมดา ตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หรือภูมิแพ้ตา ทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ ตารางนี้ช่วยเปรียบเทียบความแตกต่างที่พบบ่อย

อาการ

เริมที่ตา (Ocular herpes)

เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

ภูมิแพ้ตา

งูสวัดตา (Herpes zoster ophthalmicus)

ตาแดง

มักแดงข้างเดียว ไม่ดีขึ้นด้วยยาหยอดตาทั่วไป

มักพบเพียงข้างเดียว 

แดงสองข้าง ช่วงที่มีสารก่อภูมิแพ้

แดงร่วมกับผื่น/ตุ่มที่ใบหน้า

ความเจ็บปวด

ปวดตา ระคายเคือง แสบ

ระคายเล็กน้อย

คันตาเป็นหลัก

เจ็บปวดรุนแรง แสบร้อน

น้ำตาไหล

ไหลมากผิดปกติ

ไหลปานกลาง

น้ำตาใส

ไหลร่วมกับขี้ตา

การมองเห็น

มัว แพ้แสง เห็นแสงแฟลช

มักไม่กระทบการมองเห็น

ไม่รบกวนการมองเห็น

ตามัวมาก อาจมีแผลกระจกตา

อาการร่วม

อาจมีตุ่มใสเล็ก ๆ ที่เปลือกตา

ขี้ตาเหนียว

คันจมูก จาม

ผื่นตุ่มน้ำที่หน้าผาก/รอบตา

หากมีอาการผิดปกติและไม่แน่ใจ ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะเริมที่ตาหากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

ภาวะแทรกซ้อนจากเริมที่ตา ถ้าไม่รักษา

หากเริมที่ตาไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เชื้อไวรัสอาจทำให้เกิดการอักเสบซ้ำ ๆ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น

  • กระจกตาขุ่นหรือเป็นแผล (Corneal scarring/ulcer) ทำให้การมองเห็นลดลงถาวร
  • ต้อหินจากการอักเสบ (Secondary glaucoma) เกิดจากความดันในตาสูงขึ้น ทำลายเส้นประสาทตา
  • การอักเสบเรื้อรังของกระจกตา (Keratitis) ทำให้มีอาการเจ็บตาและตาพร่ามัวต่อเนื่อง
  • สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด หากเชื้อทำลายกระจกตาอย่างรุนแรง

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้แม้หลังจากอาการเริ่มแรกดีขึ้นแล้ว ดังนั้นหากสงสัยว่าเป็นเริมที่ตาควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

เริมที่ตาเสี่ยงตาบอดจริงไหม?

เริมที่ตาสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นได้จริง หากเชื้อไวรัสทำลายกระจกตาหรือเกิดการอักเสบรุนแรงซ้ำ ๆ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดการมองเห็นผิดปกติ เช่น กระจกตาขุ่น แผลกระจกตา หรือต้อหินจากการอักเสบ อาจทำให้ผู้ป่วยตาพร่ามัวถาวร หรือสูญเสียการมองเห็นบางส่วนได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่เป็นเริมที่ตาจะตาบอด ความรุนแรงขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำลาย ความรวดเร็วในการเข้ารับการรักษา และสุขภาพตาโดยรวม ดังนั้นหากสงสัยว่าเป็น ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดตาบอดถาวร

วิธีตรวจและวินิจฉัยเริมที่ตา

การวินิจฉัยเริมที่ตา (Ocular herpes) ต้องทำโดยจักษุแพทย์ เนื่องจากอาการบางอย่างอาจคล้ายกับโรคตาอื่น ขั้นตอนการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • ซักประวัติและตรวจร่างกายตา จักษุแพทย์จะสอบถามอาการ ระยะเวลาที่เกิด และประวัติการเป็นเริมมาก่อน
  • ตรวจตาด้วยกล้องส่องตา (Slit lamp examination) เพื่อดูความผิดปกติที่กระจกตา เยื่อบุตา หรือเปลือกตา
  • ย้อมสีฟลูออเรสเซน (Fluorescein staining) หยอดสารสีเพื่อตรวจหารอยโรคหรือแผลที่กระจกตา
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (PCR หรือ Viral culture) ในบางรายที่อาการซับซ้อนหรือวินิจฉัยยาก

การตรวจเหล่านี้ช่วยให้แพทย์แยกโรคได้ถูกต้อง และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

วิธีรักษาเริมที่ตามีอะไรบ้าง?

การรักษาเริมที่ตา (Ocular herpes) ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งที่เชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบ โดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งวิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • ยาต้านไวรัส (Antiviral medication) เช่น ยารับประทานหรือยาหยอดตาที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส
  • ยาหยอดตาลดการอักเสบ อาจใช้ในบางกรณี แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น การใส่คอนแทคเลนส์รักษาแผลกระจกตา หรือการใช้ยาลดความดันในตาหากเกิดต้อหินจากการอักเสบ
  • การผ่าตัดกระจกตา (Corneal transplant) ในผู้ป่วยที่มีแผลเป็นหรือกระจกตาขุ่นจนสูญเสียการมองเห็นรุนแรง

สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เนื่องจากการใช้ยาผิดประเภท โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ อาจทำให้อาการแย่ลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น

เริมที่ตาหายขาดได้ไหม?

เริมที่ตา (Ocular herpes) ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเริม (HSV-1) จะคงอยู่ในร่างกายตลอดไป หลังการรักษาเชื้ออาจอยู่ในภาวะแฝง และกลับมาแสดงอาการซ้ำได้หากมีสิ่งกระตุ้น เช่น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเจ็บป่วยร่วม

อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ถูกต้องและการติดตามอาการกับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ สามารถควบคุมโรค ลดความถี่ของการกลับมาเป็นซ้ำ และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ทำลายการมองเห็นได้

เริมที่ตากลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?

เริมที่ตา (Ocular herpes) สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เนื่องจากเชื้อไวรัส HSV-1 จะอยู่ในร่างกายตลอด แม้หลังการรักษาอาการดีขึ้นแล้ว เชื้อยังคงแฝงตัวในเส้นประสาท และอาจถูกกระตุ้นให้แสดงอาการอีกครั้งได้

ปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบซ้ำ ได้แก่

  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น จากการเจ็บป่วยหรือการใช้ยากดภูมิ
  • ความเครียดหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • การติดเชื้ออื่น ๆ ร่วม เช่น ไข้หวัด
  • การสัมผัสแสงแดดหรือรังสียูวีมากเกินไป

ในบางรายอาการอาจกลับมาเพียงเล็กน้อย แต่ในบางรายอาจรุนแรงจนทำให้กระจกตาเสียหายมากขึ้น การติดตามอาการกับจักษุแพทย์และการดูแลสุขภาพทั่วไปจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำ

หลังรักษาเริมที่ตา ต้องดูแลอย่างไร?

หลังจากได้รับการรักษาเริมที่ตา (Ocular herpes) ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด และดูแลสุขภาพดวงตาเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ แนวทางที่สำคัญ ได้แก่

  • ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ห้ามหยุดหรือซื้อยามาใช้เอง
  • มาตรวจติดตามตามนัด เพื่อให้แพทย์ประเมินการฟื้นตัวและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา เพราะอาจทำให้แผลหรือตุ่มเริมลุกลามมากขึ้น
  • รักษาความสะอาดของดวงตาและมือ ลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
  • ปกป้องดวงตาจากแสงแดดจัด เช่น ใส่แว่นกันแดดเมื่อต้องออกกลางแจ้ง

การดูแลหลังรักษาอย่างถูกต้องช่วยลดโอกาสที่โรคจะกลับมาเป็นซ้ำ และช่วยให้ดวงตาฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น

เริมที่ตาป้องกันได้อย่างไร?

แม้เริมที่ตา (Ocular herpes) จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การดูแลตัวเองและลดปัจจัยเสี่ยงสามารถช่วยลดโอกาสการติดเชื้อหรือการกลับมาเป็นซ้ำได้ แนวทางที่แนะนำ ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ลิปสติก)
  • ล้างมือให้สะอาดเสมอ โดยเฉพาะก่อนสัมผัสดวงตาหรือใส่คอนแทคเลนส์
  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา หากมีแผลเริมบริเวณริมฝีปากหรือจมูก เพราะเชื้ออาจแพร่สู่ดวงตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน
  • ใช้แว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง เพื่อลดการกระตุ้นจากรังสียูวี
  • ติดตามการรักษากับแพทย์สม่ำเสมอ หากเคยเป็นเริมที่ตาแล้ว เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

เริมที่ตาต้องพบหมอเฉพาะทางไหน?

หากสงสัยว่าเป็นเริมที่ตา (Ocular herpes) หรือมีอาการตาแดง ปวดตา น้ำตาไหล และตามัวที่ไม่ดีขึ้น ควรรีบพบ จักษุแพทย์ (Ophthalmologist) โดยเฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและโรคติดเชื้อ (Cornea and Infectious Disease Specialist)

จักษุแพทย์จะสามารถตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือเฉพาะ เช่น กล้องส่องตา (Slit lamp) และให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือวิธีการอื่น ๆ ตามความเหมาะสม การไปพบแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญมาก เพราะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำลายการมองเห็นถาวรได้

ค่าใช้จ่ายรักษาเริมที่ตาประมาณเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการรักษาเริมที่ตา (Ocular herpes) ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของโรค ตำแหน่งที่เชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบ วิธีการรักษาที่ใช้ และประเภทสถานพยาบาล โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายอาจครอบคลุม:

  • ค่าตรวจจักษุแพทย์ และการตรวจวินิจฉัยด้วยกล้องส่องตา (Slit lamp)
  • ค่ายาต้านไวรัส ทั้งแบบยาหยอดตาหรือยารับประทาน
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น ยาลดความดันในตา หรือเลนส์พิเศษสำหรับกระจกตา
  • ค่าผ่าตัดกระจกตา (ถ้าจำเป็น) ในผู้ป่วยที่มีแผลลึกหรือกระจกตาขุ่นจนสูญเสียการมองเห็น

โดยค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอาจอยู่ในช่วง หลักพันบาท สำหรับการรักษาด้วยยา ไปจนถึง หลักหมื่นบาทขึ้นไป หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ทั้งนี้ ควรสอบถามรายละเอียดกับโรงพยาบาลหรือคลินิกจักษุโดยตรงเพื่อข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับเริมที่ตา

เริมที่ตาอันตรายไหม?
อันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษา เพราะเชื้อไวรัสอาจทำให้กระจกตาเป็นแผล ขุ่น หรือเกิดต้อหินจากการอักเสบ จนเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น

เริมที่ตาติดต่อได้หรือไม่?
เชื้อ HSV สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น น้ำลาย หรือสัมผัสแผลเริมแล้วไปโดนดวงตา การล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกันช่วยลดความเสี่ยงได้

เริมที่ตาหายขาดหรือไม่?
ไม่หายขาด เพราะเชื้อ HSV แฝงอยู่ในร่างกายตลอด แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการรักษาและการดูแลสุขภาพเพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำ

เริมที่ตาใช้ยาหยอดตาทั่วไปหายไหม?
ไม่หาย ยาหยอดตาทั่วไป เช่น ยาลดระคายเคือง หรือยาหยอดตาแก้ตาแดง ไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ ต้องใช้ยาต้านไวรัสที่แพทย์สั่งเท่านั้น

ถ้ามีเริมที่ตา ควรรีบไปหาหมอไหม?
ควรไปพบจักษุแพทย์ทันที เพราะการรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการสูญเสียการมองเห็น

บทสรุป

เริมที่ตาเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม แม้เชื้อไวรัส HSV-1 จะไม่สามารถกำจัดให้หายขาดได้ แต่การรักษาอย่างถูกต้องและการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยควบคุมอาการ ลดการกลับมาเป็นซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำลายการมองเห็นได้ หากมีอาการตาแดง เจ็บตา น้ำตาไหลผิดปกติ หรือมองเห็นไม่ชัด ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที

ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ได้

อ้างอิง

icon email