Let’s play safe
Call Today : 083-534-4555, 02-006-8887
Room 314 , 246 Sukhumvit Rd, Khwaeng Khlong Toei, Bangkok
Open Hours
Open every day . 12:00 pm - 09:00 pm (Last Case 08.30 pm)

ไวรัสตับอักเสบ (Hepaptitis) คืออะไร มีกี่สายพันธ์ ติดต่อได้ยังไง อาการ การรักษาและป้องกัน

ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) คือกลุ่มของโรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของตับอย่างมาก โรคนี้มีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ A, B, C, D และ E โดยแต่ละชนิดมีความรุนแรง วิธีการแพร่เชื้อ การรักษา และผลกระทบต่อสุขภาพที่แตกต่างกัน

แม้บางสายพันธุ์จะหายได้เองในระยะสั้น แต่บางชนิดอาจกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง นำไปสู่โรคตับแข็ง หรือแม้แต่มะเร็งตับในระยะยาว ที่น่าตกใจคือ คนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อจนกว่าจะเกิดอาการรุนแรงแล้ว

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโรคไวรัสตับอักเสบทุกสายพันธุ์ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีตรวจ วัคซีน การรักษา ไปจนถึงแนวทางป้องกันอย่างรอบด้าน พร้อมข้อมูลอัปเดตที่เข้าใจง่าย และอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

ไวรัสตับอักเสบคืออะไร?

ทำความเข้าใจ “ตับอักเสบ” คืออะไร และไวรัสตับอักเสบต่างจากตับอักเสบทั่วไปอย่างไร?

ไวรัสตับอักเสบ (Viral hepatitis) คือ ภาวะที่ตับอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มี 5 ชนิดหลักคือ A, B, C, D และ E
ภาวะตับอักเสบอาจเป็นแบบ เฉียบพลัน ซึ่งอาการอาจหายได้ ภายใน 6 เดือน หรือพัฒนาเป็นแบบ เรื้อรัง เมื่ออาการยาวนานเกิน 6 เดือน
นอกจากไวรัสแล้ว ยังมีสาเหตุอื่น เช่น แอลกอฮอล์ ยาบางชนิด สารพิษ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สิ่งที่สำคัญคือ หากภาวะอักเสบรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้เกิด พังผืดในตับ (Fibrosis)ตับแข็ง (Cirrhosis) ➝ และ มะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma) ได้

 ไวรัสตับอักเสบมีกี่สายพันธุ์? แตกต่างกันอย่างไร?

ทำความรู้จักกับไวรัสตับอักเสบ A–E พร้อมเปรียบเทียบช่องทางการติดเชื้อ ความรุนแรง และวิธีป้องกันเฉพาะแต่ละชนิด

สายพันธุ์ช่องทางการติดเชื้อลักษณะการติดเชื้อรักษาได้เองหรือเรื้อรังประเภทอันตราย
Aทางอุจจาระ-ปาก เช่น อาหาร น้ำดื่ม (fecal‑oral)ส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลันหายเอง มักไม่เรื้อรังอัตราตายต่ำ ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์
Bผ่านเลือด น้ำอสุจิ น้ำหลั่ง เช่น เพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังผู้ใหญ่ > 95% หายเอง แต่เด็กทารกมีโอกาสเรื้อรังสูง (~90%)ร้ายแรง – เสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับ
Cผ่านเลือด เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วม เลือดสู่เลือดมักเป็นแบบเรื้อรัง (ประมาณ 75–85%)มีวิธีรักษาหาย (antivirals)เสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับ
Dต้องติด B ก่อน จึงแพร่เชื้อได้ ทางเลือดและเพศสัมพันธ์เรื้อรัง มักซ้ำในผู้มี HBVรักษายาก ต้องใช้ interferon หรือ thuốcเฉพาะรุนแรงที่สุด ถ้าติดร่วมกับ B
Eเหมือน A คือ ทางอุจจาระ-ปาก ผ่านน้ำเนื้อสัตว์ เนื้อดิบส่วนใหญ่เฉียบพลัน แต่บางกรณีเรื้อรังในคนภูมิคุ้มกันต่ำมีรายงานหายเอง แต่บางคนอาจเป็นเรื้อรังได้อันตรายในหญิงตั้งครรภ์

ไวรัสตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน vs เรื้อรัง ต่างกันอย่างไร?

ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “เฉียบพลัน” และ “เรื้อรัง” เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนรักษาให้เหมาะสม

ความหมายและระยะเวลา

  • เฉียบพลัน (Acute Hepatitis):
    • คือภาวะที่มีอาการอักเสบของตับอย่างฉับพลัน
    • ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
    • ส่วนใหญ่หายได้เองเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำเพียงพอ และหลีกเลี่ยงสารพิษต่อร่างกาย
  • เรื้อรัง (Chronic Hepatitis):
    • หมายถึงอาการอักเสบที่ยังดำเนินอยู่นานกว่า 6 เดือนขึ้นไป
    • เกิดได้กับไวรัสสายพันธุ์ B, C และ D
    • หากไม่รักษาอย่างเหมาะสม อาจพัฒนาเป็นพังผืดในตับ (fibrosis), ตับแข็ง (cirrhosis) หรือมะเร็งตับได้

อาการแตกต่างระหว่างเฉียบพลันกับเรื้อรัง

ประเภทอาการเด่นระยะเวลาของอาการความรุนแรงระยะยาว
เฉียบพลัน (Acute)เหนื่อย, คลื่นไส้, ดีซ่าน (ในบางกรณี)ไม่เกิน 6 เดือนมักหายได้เอง ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน
เรื้อรัง (Chronic)อ่อนเพลียเรื้อรัง, ไม่มีอาการชัดเจนเกิน 6 เดือนเสี่ยงพังผืด ตับแข็ง มะเร็งตับสูง

ทำไมจึงสำคัญที่ต้องแยกระหว่างเฉียบพลันกับเรื้อรัง?

  • การวินิจฉัยและการติดตามผล: การอักเสบเรื้อรังอาจไม่แสดงอาการชัดเจน จำเป็นต้องตรวจเลือดและตรวจอัลตราซาวนด์อย่างสม่ำเสมอ
  • การรักษาที่เหมาะสม:
    • เฉียบพลันอาจควรให้การดูแลที่บ้าน
    • สำหรับเรื้อรัง แพทย์อาจสั่งยาต้านไวรัส ตรวจพังผืดในตับ และปรับพฤติกรรมสุขภาพ
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน: รักษาเรื้อรังอย่างทันท่วงทีช่วยลดความเสี่ยงพังผืด ตับแข็ง และมะเร็ง

ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดติดจากอะไรได้บ้าง?

Hepatitis A (HAV)

  • ทางหลัก: รับเชื้อผ่านทางอุจจาระ-ปาก (fecal–oral) เช่น น้ำหรืออาหารปนเปื้อน หากผู้ป่วยไม่ได้ล้างมือก่อนจับอาหาร
  • ทางรอง: มีรายงานการติดเชื้อในกรณี oral–anal contact (เพศสัมพันธ์บางลักษณะ)
  • ข้อสรุป: ยังไงก็หลีกเลี่ยงอาหารไม่สะอาดและล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร

Hepatitis B (HBV)

  • ผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง: เช่น เพศสัมพันธ์โดยไม่มีถุงยาง การใช้เข็มฉีดร่วม โลหิตจากแม่สู่ทารก
  • แบ่งรายละเอียดย่อย:
    • คลอดจากแม่สู่ลูก (vertical transmission)
    • บาดแผลที่ผิวหนังโดยการใช้เข็มใช้แล้ว
    • ใช้สิ่งของมีคราบเลือด เช่น มีดโกน แปรงสีฟันร่วมกัน
  • ข้อสรุป: หลีกเลี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่ง ไม่มีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย และฉีดวัคซีนเป็นหลัก

Hepatitis C (HCV)

  • หลักผ่านเลือด (blood-to-blood):
    • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
    • การสักหรือเจาะที่ไม่สะอาด
    • ตรวจเลือดโดยไม่มีการกรองในอดีต
  • ทางรอง: ทางเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้ แต่โอกาสน้อย (สูงใน MSM หรือมีแผลในช่องคลอด)
  • ข้อสรุป: หลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วม เก็บของมีคมให้สะอาด

Hepatitis D (HDV)

  • “ต้องมี B ก่อน” หมายความว่าไม่สามารถติด HDV ได้หากไม่มี HBV
  • ช่องทางการแพร่: เหมือน HBV คือ ผ่านเลือด/เพศสัมพันธ์/จากแม่สู่ลูก
  • ข้อสรุป: การป้องกัน HDV ต้องเริ่มจากป้องกัน HBV

Hepatitis E (HEV)

  • หลัก: fecal–oral เช่นเดียวกับ HAV และพบในน้ำเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก เช่น หมู เนื้อกวาง
  • ทางเลือด/แนวตั้ง: พบได้น้อยในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือหญิงตั้งครรภ์
  • ข้อสรุป: หลีกเลี่ยงอาหารเนื้อดิบและล้างมือก่อนประกอบอาหาร

ตารางสรุปช่องทางการติดเชื้อ

สายพันธุ์ช่องทางหลักช่องทางรองคำแนะนำป้องกัน
Aอาหาร/น้ำปนเปื้อนoral sex, anal sexล้างมือ ปรุงอาหารให้สุก
Bเลือด, เพศสัมพันธ์, แม่→ลูกของใช้ส่วนตัวฉีดวัคซีน หลีกเลี่ยงสารคัดหลั่ง
Cเลือด (เข็ม ใช้ร่วม)sex with bloodหลีกเลี่ยงแชร์เข็ม/อุปกรณ์เจาะ
Dเหมือน B (HBV ร่วม)รักษา HBV ให้ใช้งาน
Eอาหาร/น้ำปนเปื้อน, เนื้อสัตว์ทางเลือด (บางกรณี)ใช้น้ำสะอาด ปรุงอาหารดี

ไวรัสตับอักเสบสายพันธุ์ไหนอันตรายที่สุด?

วิเคราะห์เปรียบเทียบไวรัส A–E สายพันธุ์ใดเสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับ และภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่สุด

สายพันธุ์โอกาสเรื้อรังเสี่ยงตับแข็ง/มะเร็งกลุ่มเสี่ยงพิเศษระดับความอันตราย
A❌ ไม่มีเรื้อรัง❌ ไม่ก่อมะเร็งหญิงตั้งครรภ์ (เสี่ยงตับวายเฉียบพลัน)🔹 ต่ำ
B✅ เรื้อรังได้ (5–10% ในผู้ใหญ่, 90% ในทารก)✅ เสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับเด็กที่ติดเชื้อจากแม่, ผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีน🔺 สูง
C✅ เรื้อรังสูง (70–85%)✅ เสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับผู้ใช้ยาเสพติด, ผู้มีเพศสัมพันธ์เสี่ยง🔺 สูง
D✅ รุนแรงมากเมื่อร่วมกับ B✅ เสี่ยงสูงกว่าการติด B เดี่ยวๆผู้ติดเชื้อ HBV🔴 สูงสุด
E❌ ไม่เรื้อรัง (ยกเว้นในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ)❌ ไม่ก่อมะเร็งโดยตรงหญิงตั้งครรภ์🔸 ปานกลาง-ต่ำ

สรุป:

  • HBV (B) และ HCV (C) เป็นไวรัสที่พบบ่อยและรุนแรงที่สุดในไทย เพราะสามารถเรื้อรังและก่อให้เกิดมะเร็งตับได้
  • HDV (D) รุนแรงที่สุดในเชิงอาการ แต่อุบัติการณ์ต่ำมาก เพราะต้องมี HBV ร่วมด้วย
  • HAV และ HEV มักไม่เรื้อรัง แต่ HEV อาจรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์

ตรวจวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบต้องทำอย่างไร?

ขั้นตอนตรวจวินิจฉัย เพื่อแยกชนิด ติดเชื้อเฉียบพลันหรือเรื้อรัง และประเมินความรุนแรงของตับ

ขั้นตอนเบื้องต้น (Initial Evaluation)

  1. ซักประวัติ & ตรวจร่างกาย
    • สอบถามประวัติเสี่ยง เช่น การใช้เข็มร่วม เพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย การรับเลือด
    • ตรวจดูอาการทั่วไป เช่น ดีซ่าน ตาเหลือง ตับโต เจ็บชายโครงขวา
  2. ตรวจระดับเอนไซม์ตับ (LFTs)
    • ดู AST, ALT, ALP, bilirubin
    • ในไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน AST/ALT จะสูงกว่าปกติมาก

ตรวจเฉพาะทางตามสายพันธุ์

สายพันธุ์ช่วงเฉียบพลันช่วงเรื้อรัง/ภูมิคุ้มกัน
Aตรวจ IgM anti‑HAV — ตรวจในผู้สงสัยอาการเฉียบพลันIgG ant‑HAV ตรวจหาร่างกายเคยติดหรือเคยฉีดวัคซีน
Bตรวจ HBsAg (หากเป็นบวก <6 เดือน = เฉียบพลัน), IgM anti‑HBc เพื่อยืนยันช่วงเฉียบพลันตรวจ HBsAg, anti‑HBs, anti‑HBc, อาจตรวจ HBeAg, HBV DNA เพื่อติดตาม viral load
Cตรวจ anti‑HCV เข็มแรก, หากบวกให้ยืนยันด้วย HCV RNA (PCR)HCV RNA ใช้ประเมินปริมาณไวรัสและติดตามผลการรักษ
Dตรวจหาร anti‑HDV (IgM/IgG) เมื่อ HBsAg เป็นบวกHDV RNA มีใช้แต่ไม่ทั่วไป
Eตรวจ IgM anti‑HEV ในผู้สงสัยติดเชื้อเฉียบพลัน (เช่น มีไข้ ตัวเหลือง จับสังกะตาย)HEV RNA ใช้ในห้องแล็บเฉพาะ

การประเมินเพิ่มเติม

  • ฟังก์ชันตับ: ดู AST/ALT, albumin, PT, bilirubin เพื่อประเมินระดับความเสียหาย
  • ประเมินพังผืด/ตับแข็ง: ใช้ ultrasound, elastography (FibroScan), หรือตรวจค่าดัชนีเส้นพังผืด (APRI, FIB-4)

ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดรักษาอย่างไร?

ตรวจวินิจฉัยแล้ว แพทย์แต่ละสายพันธุ์เขาให้ยารักษาอะไรบ้าง? พร้อมแนะแนวทางการดูแลแบบครบวงจร

สายพันธุ์ยารักษาหลักระยะรักษาแนวทางเสริม
Aพักผ่อน, ดื่มน้ำ, เพิ่มพลังงาน (ไม่มี antiviral)4–8 สัปดาห์หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ยาตับพิษ
Bยาต้านไวรัส เช่น Tenofovir หรือ Entecavirเรื้อรังหรือไวรัสโหลดสูง (6 เดือนขึ้นไป)ตรวจเลือดทุก 3–6 เดือน, อัลตราซาวนด์ตับปีละครั้ง
CDirect-acting antivirals (DAAs): Sofosbuvir + Ledipasvir หรือ Glecaprevir + Pibrentasvir8–12 สัปดาห์ตรวจ viral load, ตับฟังก์ชัน เสริมวิตามินบี
Dสำหรับผู้ร่วมติด B: ใช้ Interferon pegylated หรือเพิ่มยา antiviral ของ Bร่วมกับ B 6 เดือน–1 ปีตรวจ HDV RNA, เลี่ยงสารพิษ, ติดตามตับ
Eเช่น HAV, เน้น supportive care4–6 สัปดาห์หลีกเลี่ยงอาหารดิบ, ดื่มน้ำสะอาด

ไวรัสตับอักเสบรักษาหายไหม? เรื้อรังได้หรือไม่?

สายพันธุ์หายขาดได้ไหม?โอกาสกลายเป็นเรื้อรังหมายเหตุ
A✅ ได้ 100% (ส่วนใหญ่)❌ ไม่มีเรื้อรังร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันถาวร
B✅ ผู้ใหญ่หายเอง 90–95%✅ ประมาณ 5–10%; ทารก ~90%ผู้ใหญ่หายเองได้ แต่ต้องติดตาม
C❌ เกือบทั้งหมดกลายเป็นเรื้อรัง (70–85%)✅ สูงต้องใช้ยา DAAs ยืดเวลา
D✅/❌ หายได้ถ้ารักษาพร้อม HBV✅ สูงมาก (40–90%) ถ้าไม่รักษาการควบคู่ HBV สำคัญ
E✅ ได้ในคนทั่วไป❌ หายเอง ส่วนภูมิคุ้มกันต่ำอาจเรื้อรังมีภูมิคุ้มกันต่อในระยะยาว

สรุป:

  • ไวรัส A และ E: ส่วนใหญ่หายเอง ไม่เรื้อรัง
  • ไวรัส B: ผู้ใหญ่หายเองได้ แต่เด็กทารกเสี่ยงเรื้อรังสูง
  • ไวรัส C และ D: เป็นตามเกือบทุกคนหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

ไวรัสตับอักเสบทำให้เป็นตับแข็ง/มะเร็งตับได้จริงหรือไม่?

สายพันธุ์พังผืดในตับ (Fibrosis)ตับแข็ง (Cirrhosis)มะเร็งตับ (HCC)ข้อมุล/อ้างอิง
A❌ ไม่ก่อภาวะเรื้อรัง❌ ไม่มี❌ ไม่มีพบน้อยมาก, ไม่มีรายงานในคนปกติ
B✅ 20–30% ของผู้ติดเชื้อเรื้อรัง✅ มีโอกาสในระยะยาว✅ หุ้นส่วนสำคัญในการเกิด HCCCDC, WHO
C✅ สูง และรวดเร็ว✅ ผู้ติดเชื้อเรื้อรัง 20–30%✅ เสี่ยงสูง 1–3%/ปีในผู้มีซื้อ FibrosisWHO, PubMed
D✅ เร็วและรุนแรงเมื่อร่วมกับ B✅ เกิดได้เร็วกว่า B เดี่ยว✅ ความเสี่ยงเพิ่ม 2‑3 เท่าStudies on HBV/HDV coinfection
E❌ ไม่มีในคนทั่วไป❌ ไม่มี❌ ไม่มียกเว้นภูมิคุ้มกันต่ำ

สรุปสำคัญ:

  • B, C, D เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงในการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ
  • C เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของ HCC ในไทย
  • D ร่วมกับ B มีความรุนแรงเหนือกว่า B เพียงลำพัง
  • A และ E ไม่ก่อภาวะดังกล่าวในคนทั่วไป

ป้องกันไวรัสตับอักเสบอย่างไร?

แนวทางป้องกันทั่วไปสำหรับทุกสายพันธุ์

  • ล้างมือให้สะอาด ทั้งก่อนกินอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ (สำคัญมากสำหรับ A และ E)
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วม เช่น เข็มฉีดยา มีดโกน แปรงสีฟัน ถุงยางอนามัยควรใช้ใหม่ทุกครั้ง
  • รับประทานอาหารสุกสะอาด หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่น่าสงสัย ปรุงให้สุกทั่วถึง
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาที่ทำลายตับ เพื่อรักษาสภาพตับไว้เป็นแนวแรก

แนะแนวป้องกันเฉพาะสายพันธุ์

สายพันธุ์การป้องกันเฉพาะ
A & Eดื่มน้ำสะอาด และปรุงอาหาร/ล้างผลไม้ ผักสุกเสมอ
B & Cใช้ถุงยางทุกครั้ง, ไม่ใช้เข็มร่วม, เลี่ยงใช้ของมีเลือดติด
Dต้องป้องกัน B ให้ได้ก่อน จึงลดความเสี่ยงของ D
Eหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ดิบ โดยเฉพาะหมูลงควาย และเนื้อจากสัตว์ป่า

วัคซีนที่ช่วยป้องกันได้

  • วัคซีน HAV (2 โดส ป้องกันไวรัส A)
  • วัคซีน HBV (3 โดส ป้องกันไวรัส B, ลดโอกาส HDV ด้วย)
  • ยังไม่มีวัคซีนสำหรับไวรัส C, D, E — ดังนั้นการป้องกันจากพฤติกรรมจึงสำคัญ

ต้องฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบไหม? ฉีดเมื่อไหร่?

คำแนะนำเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A และ B พร้อมกำหนดการฉีดและกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับ

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ

สายพันธุ์วัคซีนกำหนดการฉีดใครควรได้รับ?
AHAV vaccine2 โดส — ฉีดครั้งแรก ตามด้วยครั้งที่สอง ห่าง 6–12 เดือนเด็ก, นักเดินทาง, ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น MSM
BHBV vaccine3 โดส — ครั้งที่ 0, 1 เดือน และ 6 เดือนหลังโดสแรกทารกแรกเกิด* ผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิ, กลุ่มเสี่ยงสูง
D— ไม่มีวัคซีนโดยตรง (ป้องกันผ่าน HBV)ผู้ที่มี HBsAg บวกควรใส่ใจ

* ในประเทศไทย ได้รวมวัคซีน HBV ในส่วนประสมวัคซีนเด็กแรกเกิด (EPI) แต่แนะนำให้ฉีดกระตุ้นในวัยรุ่น/ผู้ใหญ่ที่เสี่ยงครบเช่นกลุ่มทำงานบริการ

ติดไวรัสตับอักเสบแล้วต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

การดูแลพื้นฐาน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ – พยายามนอนอย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน
  • ดื่มน้ำและโภชนาการที่ดี – เน้นผัก ผลไม้ และอาหารย่อยง่าย
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และยาที่ทำให้ตับทำงานหนัก (เช่น พาราเซตามอล หากไม่ใช่ภายใต้คำแนะนำแพทย์)
  • ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินหรือโยคะ เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

แนะแนวสำหรับแต่ละสายพันธุ์

สายพันธุ์แนวทางดูแล
A & Eพักผ่อนและโภชนาการเท่านั้นโดยปกติ ประเมินอาการสัปดาห์ละครั้ง
B, C, Dติดตามการรักษา แนะนำตรวจเลือดทุก 3–6 เดือน, ตรวจอัลตราซาวนด์ปีละครั้ง, ควบคุมน้ำหนัก, หลีกเลี่ยงอาหารมัน

ควรรีบพบแพทย์เมื่อใด?

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที:

  • เหลืองจัด ตาเหลืองลึก (deep jaundice) มักบ่งชี้ตับทำงานผิดปกติมาก
  • ปวดท้องมากบริเวณชายโครงขวา ร่วมกับอาการดีซ่าน
  • อาเจียนคลื่นไส้รุนแรง โดยเฉพาะถ่ายเป็นเลือดหรือถ่ายดำ
  • ปัสสาวะสีเข้มมาก (dark urine) สะท้อนการอักเสบอย่างหนัก
  • อ่อนเพลียผิดปกติ + อาเจียน + เบื่ออาหารหลายวัน
  • มีลักษณะเลือดออกง่าย เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล
  • ง่วงโคม่า ซึมลงเร็ว หรือสับสน สัญญาณของตับวายเฉียบพลัน
  • หญิงตั้งครรภ์มีน้ำคร่ำเจ็บท้อง อาจมีตับวายเฉียบพลัน

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ

Q1: “จูบกันติดไวรัสตับอักเสบไหม?”

  • ✔️ B และ C มีโอกาสติดจากน้ำลายต่ำ — ต้องมีเลือดหรือแผลในปากจึงเสี่ยงมากขึ้น
  • A, E และ D ไม่ติดผ่านการจูบ

Q2: “ตรวจเลือดเจอ anti‑HBc บวก หมายความว่าอะไร?”

  • แสดงว่าคุณเคยได้รับเชื้อ HBV มาก่อน และอาจมีภูมิคุ้มกันหรือเป็นพาหะ
  • แนะนำตรวจ HBsAg, anti‑HBs, HBV DNA เพื่อประเมินสถานะ

Q3: “ท้องแล้วติดไวรัสตับอักเสบ เสี่ยงลูกในครรภ์ไหม?”

  • B & D: มีแนวโน้มแพร่จากแม่สู่ลูกในช่วงคลอด—แนะนำฉีด HBIG + HBV vaccine ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด
  • A, C, E: โอกาสติดจากแม่→ลูกต่ำมาก หรือแทบไม่มี

Q4: “กินเหล้าได้หรือไม่ หากตรวจพบตับอักเสบ?”

  • งดเหล้าเด็ดขาด ในช่วงเป็นไข้-อักเสบ เพราะแอลกอฮอล์เพิ่มภาระตับและอาจกระตุ้นพังผืด

Q5: “หากตรวจพบ HCV RNA ลบ หมายถึงหาย?”

  • ใช่ หากผล SVR (sustained virologic response) ≥ 12 สัปดาห์หลังรักษา แสดงว่าหายขาดจากไวรัสซีแล้ว

Q6: “เป็น HBV แล้วต้องกินยาตลอดไปไหม?”

  • ไม่เสมอ—หาก viral load ต่ำ ร่างกายควบคุมเองได้ แพทย์อาจให้ยาตามช่วงเวลา
  • แต่หากมีการอักเสบเรื้อรังหรือ viral load สูง แนะนำให้รับยาต้านไวรัสตามอายุการติดเชื้อและดุลพินิจแพทย์

Q7: “ฉีดวัคซีนมาแล้ว ยังต้องตรวจเช็คหรือไม่?”

  • ควรตรวจ anti‑HBs 1–2 เดือนหลังฉีดโดสสุดท้าย เพื่อยืนยันว่ามีระดับภูมิคุ้มกัน ≥ 10 IU/L
  • หากต่ำกว่าควรฉีด booster อีก 1 โดส

Q8: “ติดไวรัสตับอักเสบแล้ว ไปบริจาคเลือดได้ไหม?”

  • ไม่สามารถบริจาคเลือดได้ ในระยะที่มีการติดเชื้อ หรือแม้จะหายแล้วก็ตาม จะมีข้อจำกัดและคำแนะนำของธนาคารเลือดต้องปฏิบัติตาม

Q9: “กินยาแก้ปวดได้นานไหมถ้าเป็น HCV?”

  • เลี่ยงยาแก้ปวดที่มีผลต่อฟังก์ชันตับ เช่น พาราเซตามอลในปริมาณสูง
  • แนะนำปรึกษาแพทย์/เภสัชกร และเลือกใช้ยาอย่างระมัดระวัง

Q10: “เรื้อรังแล้ว สามารถมีลูกได้หรือไม่?”

  • B และ C: สามารถมีภาวะครรภ์ได้ แต่ควรประเมินโดยแพทย์ ตรวจ viral load บริเวณครรภ์ และอาจเริ่ม/ปรับยา antiviral ตามคำแนะนำ
  • ควรปรึกษาหมอก่อนตั้งครรภ์ทุกครั้ง

สรุปไวรัสตับอักเสบ A–E แบบเข้าใจใน 1 นาที

ตารางสรุปกระชับ ครบทุกข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด

สายพันธุ์ช่องทางหลอดเรื้อรังตับแข็ง/มะเร็งวิธีป้องกันวัคซีน
Aอาหาร–น้ำปนเปื้อนล้างมือ, สะอาด✔️ HAV
Bเลือด, เพศ, จากแม่ปลอดภัย, ไม่ใช้เข็มร่วม✔️ HBV
Cเลือด (เข็มร่วม)ไม่ใช้เข็มร่วม
Dเหมือน B (ต้องมี HBV)ป้องกัน B
Eอาหารดิบ–น้ำไม่สะอาดปรุงสุก ห้ามดิบ
นพ. ชัยวัฒน์ ทรงศิริพันธุ์

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย: นพ. ชัยวัฒน์ ทรงศิริพันธุ์

ความเชี่ยวชาญ: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี

บทความอัปเดตล่าสุด: 19 เมษายน 2569

icon email